มีเวลาสำหรับทำหน้าที่ในบทบาทที่ถูกกำหนดแล้ว คนเราควรมีเวลาเหลือพอสำหรับทำในสิ่งที่ฝัน
มันเป้นเรื่องที่แน่นอนว่าคนเราต้องมีหน้าที่ที่จะทำสิ่งต่างๆตามความเหมาะสม และตามความรับผิดชอบ มนุษย์ที่ทิ้งความรับผิดชอบนั้นจะไม่สามารถทำตามความฝันได้อย่างสมบูรณ์ ความยิ่งใหญ่ของไอสไตน์ไม่ได้มาจากจินตนาการเกี่ยวกับอวกาศอย่างเดียว แต่มีคนน้อยมากที่ทราบว่า ไอสไตน์นั้นเดิมพันความรู้และความสำเร็จของตัวเองไว้กับความรับผิดชอบด้วย เขาขอหย่ากับภรรยาคนแรกและต้องจากลูกๆที่เขารัก ด้วยเดิมพันว่า เขาจะต้องได้รางวัลโนเบลและจะมอบรางวัลทั้งหมดให้กับมิเนอว่า ภรรยาที่เขาขอหย่า แล้วเขาก็มุ่งมั่นทำตามความฝันของเขาจนทำมันได้สำเร็จ และได้มอบเงินรางวัลนั้นให้กับครอบครัวอย่างที่ตั้งปณิธานไว้ ผมคิดว่าหากไอสไตน์ทอดทิ้งครอบครัวไปเฉยๆ โดยไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆเลย มันมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขาจะประสบความล้มเหลว ตรงกันข้ามการทำสัญญาพร้อมกับความรับผิดชอบนี้ กลายเป็นแรงผลักดันของทุกวินาทีเพื่อที่จะให้งานสำเร็จ คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเขาต้องเพียงทำงานในห้องของเขาแล้วคิดให้ออกว่าข้างนอกนั่นมีอะไรกันแน่ แต่ทว่าสิ่งที่จำเป็นกลับเป็นข้อพิสูจน์ที่สามารถตรวจวัดได้ ทำให้ไอสไตน์ต้องพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้นักดาราศาสตร์คนอื่นๆทดลองพิสูจน์สิ่งทีเขาคิด ในที่สุดมันก็สำเร็จ ลองคิดดูว่าถ้าเขาไม่มีเดิมพันความรับผิดชอบไว้ ความฝันที่วางไว้ก็อาจจะไม่สำเร็จ
ตัวอย่างของไอสไตน์อาจจะไม่ได้ดีที่สุด สำหรับคนที่ต้องมีเวลาทำหน้าที่และมีเวลาสำหรับความฝัน เพราะว่าเขาหน้าที่่การงานของเขากับความฝันของเขามาบรรจบกันในเวลาส่วนใหญ่ของชีวิต แต่ว่าก็เป็นตัวอย่างสำคัญของคนที่ไม่ทิ้งความฝัน
หน้าที่คืออะไรนั้นหรือ หน้าที่คือสิ่งที่เราเลือกทำเพื่อตอบสนองต่อบทบาทที่ถูกกำหนดขึ้นโดยคนรอบข้าง มันก็ดีอยู่ที่ถ้าหากเราสามารถปรับหน้าที่ตามบทบาทที่ถูกกำหนดไว้ ให้กลายเป็นความฝัน เปลี่ยนให้มันกลายเป็นสิ่งที่อยากทำตั้งแต่แรก สำหรับบางคน อาจจมีความฝันที่อยากจะเป้นคนรัก หรือคนที่ถูกรัก แต่อาจจะไม่ได้ยินยอมพร้อมใจที่จะกลายเป็นสามี หรือภรรยา หรือแม้กระทั่งมิได้มีความฝันว่าจะเป็นพ่อหรือเป็นแม่ จริงอยู่ที่ว่าการมีบุตรเราสามารถมอบความรักได้ทั้งหมด แต่ว่า มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราอยากจะเป็นบทบาทนั้นตลอดเวลา มีช่วงเวลามากมายที่อยากจะเป็นแค่สาวโสดที่สามารถไปเที่ยวไหนต่อไหนคนเดียว แทนที่จะต้องอยู่ในครัวทำอาหารจนหน้ามัน หรืออยากเป็นหนุ่มโสดที่ออกไปเที่ยวผับตอนกลางคืนดื่มเบียร์กับเพื่อนแทนที่จะต้องสอนการบ้านลูก ดังนั้นหน้าที่จึงเป็นกรอบจากผู้คนรอบข้างที่มีความคาดหวังกับเราโดยตรง และบ่อยครั้งมากๆ ที่เรากำหนดกรอบเหล่านั้นด้วยตัวของเราเอง ไม่นับว่าในขณะที่ทำหน้าที่นี้เรามีความสุขหรือไม่ แต่เมื่อมันเป็นสิ่งที่เป็นกรอบเรามีแนวโน้มว่าจะมองมันเป็นภาระและสิ่งที่ต้องทำ เมื่อนั้นการเดินทางนั้น อาหารนั้น ลูกคนนั้น สามีคนนั้น งานนั้น ก็เริ่มที่จะห่างออกไปจากการเป็นความฝัน
แล้วความฝันมันคืออะไร มันไม่ใช่งานที่เฝ้าใฝ่ฝันว่าจะได้ทำหรอกหรือ มันไม่ใช่อาชีพหมอที่อยากเป็นละหรือ มันไม่ใช่การหลบหนีมาอยู่ตามบ้านไร่ชายทุ่งหรือไง ความฝันมันมีลักษณะเฉพาะของการคาดหวัง เรามักจะวาดฝันบางอย่าง แต่เมื่อมันมาถึงมันมีรายละเอียดของความเป็นจริง คนเรามักจะมองข้ามจุดหมายที่เดินมาถึง
แล้วไปใส่ใจรายละเอียดที่เคยไม่มีความหมายและไม่จำเป็นมาก่อน
สำหรับความฝันที่ยังไม่สำเร็จ มันเป็นสิ่งที่ห่างไกลออกไปอีกชั้นหนึ่งต่อความพึงพอใจในตัวเอง หลายๆคนจัดความฝันเป็นเรื่องรอง ผมอยากจะเล่าความฝันของผมที่จะเขียนนิยายเรื่องหนึ่งให้สำเร็จ ถ้าจำไม่ผิดพล็อตหลักของเรื่องถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ผมอายุยี่สิบเก้า ผมเริ่มเขียนมันตอนอายุสามสิบเอ็ด ใช้เวลาเดินทางถึงสองปีเพื่อจะเริ่มเขียนมัน จนปัจจุบันก็ยังเขียนไม่เสร็จ อาจจะมีข้ออ้างได้อีกหลายอย่าง เช่นโครงเรื่องที่ยาวมากๆ ความซับซ้อนของเนื้อหาเองบางทีก็ทำให้หาเหตุผลให้กับตัวละครไม่ได้ และอื่นๆอีกมากมาย แต่อย่างหนึ่งที่ยังไงก็แล้วแต่ที่ผมต้องยอมรับก็คือ ผมไม่ได้วางความฝันไว้ที่ลำดับแรก ในขณะนี้แม้ว่าผมจะยังทำมันไม่เสร็จแต่ที่มันสำคัญก็คือ ผมได้วางความฝันไว้ในลำดับต้นๆที่เราต้องจัดการมัน ตอนที่เริ่มต้นเขียนบทความ มันเป็นการเริ่มต้นของการสานต่อความฝันด้วย ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่าในทุกๆวันผมจะต้องคืบหน้าไปเรื่อยๆ ผมจะไม่ปล่อยให้ความฝันมันหยุดอยู่กับที่ การแช่แข็งความฝันส่วนตัวนั้นไม่ต่างกับการที่เฉือนเนื้อของตัวเองทีละน้อยๆ จนในที่สุดกว่าจะรู้ตัวเราก็จะเหลือแต่เพียงกระดูกที่กองที่พื้น ความมีชีวิตชีวาที่จะค่อยๆหายไปเรื่อยๆ ดังนั้นไม่ว่าความฝันของคุณจะเป็นอะไรสิ่งที่ต้องทำก็คือรักษามันไว้และเงยหน้ามองเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญานของคุณเอง อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเป้าหมายเองก็ดูราวกับว่าจะเกินเอื้อม แต่ในฐานะของมนุษย์ปถุชน คุณไม่มีทางเลือกอื่น หากว่าคุณไม่มองดูที่ความฝันอยู่ตลอดเวลา คุณจะค่อยๆสูญสิ้นความคิดเกี่ยวกับตัวเองๆไปทีละน้อย ความพยายามที่จะบอกว่าเราต้องเสียสละตัวเอง ต้องให้ความคิดเกี่ยวกับการมีการได้ของตัวเองน้อยลงเพื่อที่จะก้างไปสู่จุดที่อยู่เหนือโลกได้นั้น มันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ แต่ถ้าคุณยังทำงานกับตัวเองไม่จบ การที่จะไปเหนือโลกได้นั้นอาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าทุกครั้งที่คุณพยายามจะเป็นอย่างนั้นแล้วหวนกลับมากล่าวโทษต่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว คุณควรตระหนักว่าความฝันที่ขาดวิ่นของคุณมันยังฉุดรั้งตังคุณเองอยู่ ดังนั้นคุณต้องทำหน้าที่ที่มีต่อความฝันของตัวเองให้ครบถ้วนเสียก่อน นอกเสียจากว่าคุณมีสภาวะเหนือโลกเป็นความฝันอันเดียวของคุณ นั่นเป็นทางเดียวที่คุณจะทอดทิ้งภาะที่มีต่อตัวเองนี้ได้
สำหรับคนที่ยังต้องใช้ชีวิตต่อสู้กับเรื่องราวต่างๆในชีวิต ต่างประสบความทดท้อทรมานกับสิ่งรอบข้างกันทั้งนั้น ราวกับว่ากำลังเดินอยู่ในหล่มโคลน ทุกคนล้วนต้องการกำลังใจที่จะเหวี่ยงขาให้ก้าวไปข้างหน้า ทุกๆครั้งที่หยุดยืนอยู่จะพบว่าการก้าวเดินต่อไปดูคล้ายจะยากขึ้นทุกที ยิ่งเดินช้ายิ่งหยุดยั้งเนิ่นนานโคลนเลนที่ฉุดรั้งยิ่งพอกหนา ถ้าคุณมีใครที่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน ถือว่าคุณโชคดีมาก แต่คนโดยมากไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทางเดียวที่คุณจะมีพลังของตัวเองที่จะก้าไปไม่หยุดยั้ง คือคุณต้องไม่ทิ้งความฝัน ดังนั้นถ้าหากคุณไม่มีใครเลย แม้ว่าจะเป็นอย่างนั้น ก็จงเงยหน้ามองไปยังความฝันเสมอ เพราะสำหรับคนแล้ว มีเพียงความฝันที่เด้นชัดในความมืดมนทุกรูปแบบ
มีเวลาสำหรับหน้าที่ประจำแล้ว จงเก็บพื้นที่ของความฝันและคืบหน้าให้ใกล้มันอยู่เสมอ
Life, I've learnt ฉันเห็น ฉันได้เรียนรู้ ฉันจึงเข้าใจ
Once we note then we learn on what we experience. ผมเชื่อว่า เมื่อเราลงมือบันทึกเราจะเริ่มเข้าใจ การเดินทางที่ง่ายที่สุดคือการเดินทางไปกับตัวเอง แต่ที่ยากที่สุดคือการเห็นตัวเองกำลังเดินทางอยู่ หวังว่าการเขียนจะเป็นการให้โอกาสตัวเองได้ทบทวนและเรียนรู้แต่ละก้าวย่างที่เดินไป
Tuesday, March 14, 2017
นอกจากมีเวลาสำหรับหน้าที่แล้ว ต้องมีพื้นที่สำหรับความฝัน
Tuesday, February 28, 2017
ความโกรธทำลายทุกสิ่ง แต่ความเกลียดทำลายทุกอย่าง
นี่เพราะมีคนกล่าวถึงเขาไว้มากมายหลายแห่งแล้ว ทั้งคนที่ประนามและคนที่เห็นอกเห็นใจกับวิบากกรรมที่ได้รับ แต่ที่ต้องพาดพิงถึงก็เพียงเพื่อความเข้าใจได้โดยสะดวกแบบเห็นภาพโดยง่ายเท่านั้น ไม่มีเจตนาเพื่อประนามใดๆ ผมว่าเท่านี่ก็มากเกินพอแล้ว
กล่าวโดยรวบรัดก็คือ รถของคุณน๊อตถูกชนท้ายโดยรถมอเตอร์ไซค์ แล้วด้วยความเข้าใจคิดว่าคนขับต้องการหลบหนี จึงไปลากคอคนขับมาทำร้ายและให้กราบ รถที่ตัวเองรัก ขนเป็นที่มาของ วลีว่า กราบรถกู หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปเรื่องนี้คงโด่งดังอยู่ไม่กี่วัน หลังจากดำเนินการทางกฎหมายแล้วคงเงียบหายไป แต่บังเอิญว่าคุณน๊อตเป็นดาราที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง จึงทำให้ตกเป็นข่าวใหญ่และมีการเรียกร้องให้ออกมารับผิดชอบกันอย่างชนิดที่เรียกว่าถล่มทะลายกันในโลกโซเชียล นับจากวันเกิดเรื่องจนถึงวันที่เขียนนี่จะครบอาทิตย์แล้ว จนได้รับโทษทางวินัยจากต้นสังกัด รับโทษจากสังคม รับโทษอันจะเกิดในทางคดี เรื่องราวก็ยังไม่จบ
ผมไม่สนับสนุนความรุนแรงที่คุณน็อตทำไป ทำด้วยความโกรธ ที่ค่อนข้างรุนแรงเหมือนไฟไหม้ป่า จนไม่ทันได้ยั้งคิดว่าจะเกิดผลอย่างไรในอนาคต
ความโกรธเพียงชั่วครู่นั้นได้ทำลายหน้าที่การงานที่พากเพียรในเวลาร่วมสืบปี ความโกรธจึงทำลายทุกสิ่งที่คุณน็อตสร้างมา
ผมไม่พูดไปถึงว่าการไม่ยอมรับผิดแต่โดยดี การแจ้งความกลับ รวมทั้งคำพูดของทนายคุณน็อตที่ไปกระพือโหมให้เรื่องร้อนแรงขึ้นล่ะ มันก็รวมๆอยู่ในเหตุที่ทำให้กระตุ้นกระแสขึ้นมาอยู่แล้ว
คืออันที่จริงคุณน็อตก็ประพฤติผิดพลาด และมีปฏิกิริยาตอบโต้แบบชาวบ้านธรรมดา คือมีทนายช่วย ต้องการป้องกันมิให้รูปคดีแย่ลง แบบชาวบ้นๆทั่วๆไป
ผิดตรงที่ว่าแกไม่ใช่ชาวบ้าน ชาวบ้านไม่นับว่าแกเป็นชาวบ้านกับเขาด้วย อีกทั้งความคิดร่วมที่เกืดขึ้นกับคนหมู่มาก คือ นี่น่ะหรือคนดี นี่น่ะหรือดารา นี่น่ะหรือคนที่สมควรได้รับความสำเร็จ นี่น่ะหรือ...
พอคิดอย่างนี้แล้วก็เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งในขณะที่นิ้วมือกดบนแป้นพิมพ์ นั่นคือความเกลียดชัง
คนจำนวนมากพากันออกมาให้ความเห็น แชร์ข้อความ มีทั้งคนดังและคนไม่ดัง ไม่ว่าจะมาในนามแห่งความดีงาม ความเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรม ความเห็นอกเห็นใจฝ่ายที่ถูกกระทำ แต่ที่มันปกปิดซ่อนเร้นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะใช้คำพูดในรูปแบบหยาบคาย แดกดัน เหลืออด จนถึงอย่างสุภาพ นั่นคือ ความเกลียดชัง
คงไม่ใช่ทุกข้อความที่มีความเกลียดชัง บางคนอาจมีเจตนาที่อยากจะเห็นความยุติธรรมอันบริสุทธิ์ แต่คนจำนวนมากกว่ามากนั้นคือต้องการแสดงความเกลียดชัง
นักโทษในคดีต่างๆ ที่ไม่ใช่การฆ่า การข่มขืน การกระทำทารุณต่อเด็ก นักโทษสถานเบาพวกนี้คุณยังอาจเคยบอกว่าสังคมต้องให้โอกาสเขา ให้ที่ยืนในสังคม เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ เพราะอะไรครับ เพราะคุณให้ความเห็นผ่านมาตรวัดความดีของคุณ ที่บอกว่าคนดีนี่ต้องให้โอกาสคนอื่น
แต่พอถึงคราวคุณน็อตที่ความผิดที่ทำไปยังไม่เท่าเทียมคนเหล่านั้นเลย ทำไมคุณถึงรู้สึกกระเหี้ยนกระหือรือ รอไม่ได้ ทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้เขารับโทษตามมาตราฐานที่ถูกกำหนดไว้ แต่คุณต้องส่งข้อความไล่ล่าด้วยเจตนาที่จะทำให้เขาไม่มีที่ยืนในพื้นที่ของเขานั้นมันคืออะไร ก็มิใช่มาตรวัดความดีที่คุณกำหนดหรอกหรือ
ผมวิสาสะแบ่งความเกลียดชังนี้เป็นสองแบบ
แบบที่หนึ่งคือ คนจำนวนมากเกลียดคุณน็อตในฐานะที่รู้สึกร่วมในฐานะฝ่ายถูกกระทำ มีจินตภาพว่าคุณนอตเห็นตัวเองเป็นดาราทำอะไรไม่ผิด เป็นอภิสิทธิ์ชน เป็นแค่ดาราค่อนข้างมีชื่อเสียงยังกร่างขนาดนี้ ต่อไปจะขนาดไหน เป็นความรู้สึกร่วมที่สร้างจินตภาพขึ้นเอง ทั้งๆที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ความรู้สึกนี้ไม่ต้องการเห็นชายคนนี้ได้ดิบได้ดีอีกต่อไป มีคำเรียกง่ายๆต่อความเกลียดชังนี้ คือ ความริษยา
เป็นไปได้อยู่ว่า บางคนอาจจะมองว่าความเกลียดชังนี้เป็นการเกลียดชังความชั่วร้าย หรือเข้าลักษณะการไม่ร่วมวง หรือร่วมกิจกรรม หรือถึงขั้นขับไล่ไสส่ง นั่นก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากเจือด้วยคำในใจว่าสถานะที่คุณน็อตเคยเป็นเคยมีนั้นไม่ใช่สิ่งที่สมควรได้เป็นได้มีได้รับเมื่อเปรียบกับพฤติกรรม ขอตั้งไว้ว่าหากคุณไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับการตัดสินในด้านสถานะและการงานแล้วนั้นยิ่งชัดเจนว่า ในขณะที่คุณแสดงความเห็นนี้ออกมาไม่ว่าวาจาหรือทางใจ คุณได้ทำการเปรียบเทียบสถานะนั้นๆกับสถานะที่คุณเป็นอยู่โดยธรรมชาติ (การประเมินควรหรือไม่ควรของคนเรามีที่มาจากมุมมองของตัวเอง) ดังนั้นการเปรียบเทียบนี้จึงเรียกความรู้สึกด้อยกว่าออกมาอยู่แล้ว ทั้งนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกันในด้านรายได้แต่อย่างใด แต่เกี่ยวกับมุมมองที่มีตอสถานะนั้นโดยตรง เช่นคุณอาจมีรายได้มากกว่าคุณน็อตสิบเท่าตัว แต่คุณมองสถานะของคุณน็อตสูงกว่าในแง่ทางสังคม การดึงดูดใจสตรีหรือแฟนคลับ ทำให้เกิดการประเมินคุณค่าหรือสถานะฉับพลัน เมื่อเราประเมินตำแหน่งของเราในเชิงด้อยกว่า เมื่อนั้นคือความโกรธที่มีชื่อเรียกว่า อิจฉาหรือริษยา
ที่ผมเรียกสิ่งนี้ว่าความเจ็บป่วยของสังคมหรือกลุ่มก้อน เพราะว่า ความรู้สึกเหล่านี้ประกอบด้วยการคิดเอาเองล้วนๆ การผูกโยงตัวเองเข้ากับคุณน็อตแล้วให้ความหมายการอยู่ในกลุ่มเดียวกันอย่างพิศดารเหล่านี้ล้วนจัดทำขึ้นภายในสมองและความคิดของตน มิได้อยู่บนพื้นฐานที่แท้จริง และไม่ได้ประกอบบนมาตราฐานชุดใดทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างในด้านคนดี สมมตินายเอเป็น"คนดี"คนหนึ่ง ความผิดพลาดของคุณน็อต กับสถานะของนายเอ ที่มีชื่อเสียงพอประมาณและไม่ได้เป็นดารานักแสดง ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีวันใดเวลาใด แม้แต่ตอนเกิดเรื่องจะมีการผูกโยงนายเอเข้าคุณน็อต ไม่มีมนุษย์คนใดที่แวบแรกในการเห็นพฤติกรรมของคุณน็อต ณ วันนั้น แล้วจะคิดว่าคุณค่าความดีของนายเอ ซึ่งเพิ่งจะบริจาคสิ่งของช่วยน้ำท่วมหรือทำบุญด้วยการสถานะจะค้องถูกประเมินใหม่เพราะเหตุนี้ นี่จึงเป็นจินตภาพล้วนๆที่หลังจากรับสารแล้วเริ่มประมวลและประเมิน จากนั้นจึงตัดสินใจว่า คนเช่นนี้ไม่สมควรอยู่ ไม่สมควรมี ไม่สมควรได้ ในระดับเดียวกันกับที่ฉันมี ฉันได้ ฉันเป็น เพราะระดับที่ฉันมีและเป็นอยู่มีคุณค่ามากกว่า และไม่ควรต้องเสียคุณค่าไปเพราะชายคนนี้ ผู้คนไม่ควรเห็นคุณค่าที่ฉันคิดว่าฉันได้รับมาเป็นอย่างเดียวกัน
ความกลัวนี้เป็นจินตภาพที่ลวงตาลวงใจเรา
สุดท้ายก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีได้จริงๆ เป็นแค่การยืนยันตัวเองในยามค่ำคืนที่ไมาอาจสงบใจลงได้ คุณสามารถจับจุดสังเกตได้เมื่อคุณ"ต้อง"เล่าให้เพื่อนของคุณหรือใครสักคนหนึ่งที่คุณคาดหวังว่าเขาจะยืนข้างคุณ แล้วที่ร้ายแรงมากที่สุดคือ คุณต้องพยายามปรับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในเรื่องเล่านั้นเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับการยืนยันว่าสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้องจริงๆ
หากว่ามันเกิดขึ้นแล้วในค่ำคืนนี้ หากว่าคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งได้เคยประณามคุณน็อตด้วยความเกลียดชัง ถ้าคุณนึกถึงมันขึ้นมาแล้วความรู้สึกไม่สงบกลับมารบกวนคุณ จงรับรู้ในความจริงนั้น คุณไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลเพื่อกลบปิดมัน แค่มองมันอย่างเป็นกลาง เสพรับรสของความเป็นมนุษย์ที่ฝากรอยริ้วของความกราดเกรี้ยวไว้ และย้ำเตือนตัวเองว่าจะไม่ก้าวมายังจุดนี้อีกแล้ว
Tuesday, January 31, 2017
ความเศร้า เมื่อมันมาเยือน
เรื่องราวของความเศร้านั้นมีอย่างซับซ้อนหลากหลาย
ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป
คนจำนวนมากและทั้งหมดในโลกมีความเศร้ามาเยือนเมื่อสูญเสียคนที่รัก มีคนจำนวนมากที่เศร้าเพราะสูญเสียสถานะบางอย่าง ยังมีสถานการณ์อื่นที่ทำให้เราเศร้าได้อีกนอกการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักไป เช่น การที่บุคคลอันเป็นที่รักของเพื่อนจากไป เรารับรู้ความเศร้านั้นและเดินทางไปบนถนนแห่งความเศร้านั้นไปกับเขาด้วย
อีกสถานการณ์คือ เมื่อเราได้ยินข่าวร้ายหรือโศกนาฎกรรมรุนแรงในสื่อต่างๆ ความเศร้าก็มาเยือนเราได้เช่นกัน
ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะบรรเทาความเศร้าได้ดีไปกว่าการนั่งลงเงียบแล้ววิเคราะห์วิจัยมัน
ความเศร้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือการที่ผู้คนตายจากไป ผมเคยสูญเสียคนอันเป็นที่รักในเหตุนี้ไปมากกว่าสามคน ทุกคนผมรักหมดแต่ความเศร้าไม่เท่ากัน คนที่ผมเศร้ามากที่สุด คือเพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลาย ให้ผมเล่ารายละเอียดสักนิด เขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์แล้วล้ม ในขณะที่ล้มก็สลบไปใบหน้าจมแอ่งน้ำตื้นๆแอ่งหนึ่ง จากไปในลักษณะนั้น คิดขึ้นมาครั้งใดผมยังอดนึกถึงแอ่งน้ำนั้นไม่ได้ ถ้าหากไม่มีแอ่งน้ำนั้นทุกวันนี้ผมอาจยังมีเขาเป็นเพื่อนสนทนาอยู่
อีกคนคือคุณตาของผม ที่เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวในตอนที่ชราแล้ว อีกคนเป็นเพื่อนมัธยมที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเช่นกัน
ความเศร้าที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ความรุนแรงนั้นไม่เท่ากัน เพื่อนคนแรกกับเพื่อนคนที่สอง ผมสนิทสนมกับเพื่อนคนแรกมากกว่า ความเศร้าเสียใจนั้นอยู่กับผมเป็นแรมเดือน และวนเวียนไม่ห่าง ในขณะที่กับเพื่อนคนที่สองผมรู้สึกเศร้ามาก แต่ไม่ยาวนาน ผ่านพ้นเพียงวันผมก็สามารถคิดถึงเริ่องอื่นๆได้ และรู้สึกเศร้าอีกครั้งเมื่อไปร่วมงานศพ
ดังนั้นความเศร้ามีระดับที่มาจากระดับของความใกล้ชิด บางครั้งเราได้ยินว่าคนในแผนกถัดไปเสียชีวิต แต่เราไม่เคยคุยกับเขาเลย เราอาจตกใจนิดหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าคุณไม่ได้เศร้า แม้ว่าระยะห่างของบุคคลนั้นกับคุณแค่ไม่กี่สิบเมตร
ระหว่างเพื่อนคนแรกกับคุณตา ผมทราบอยู่แล้วว่าคุณตาผ่าตัดสองครั้งแล้ว และอยู่ที่จังหวัดห่างออกไปซึ่งในภาระในปัจจุบันขณะของผมนั้นไม่สะดวกที่จะไปหา ในขณะที่เพื่อนของผมคนแรกนั้นเราเพิ่งจะคุยกันไม่นานและมีแผนที่จะพบกันในช่วงที่มหาวิทยาลัยปิดการเรียนการสอน
ดังนั้นความเศร้ายังขึ้นกับความคาดหวัง หรือการคาดการณ์ด้วยการประเมินตามความเคยชิน เราเคยชินว่าเราจะได้เห็นคนคนนี้ทุกวัน เราเคยชินว่าจะได้คุยกัน เคยชินว่ามีคนรัก เคยชินว่ารักใคร เมื่อความสูญเสียมาถึงเราตั้งรับมันไม่ทัน ยิ่งไม่คาดฝันเท่าใด ยิ่งมีความเศร้ามากเท่านั้น
ย้อนกลับมาที่เพื่อนคนแรกกับเพื่อนคนที่สองอีกครั้ง ความแตกต่างยังรวมไปถึงสิ่งที่ได่ทำต่อกัน ความคาดหวังที่จะได้ทำเรื่องราวต่างๆด้วยกัน เพื่อนคนที่สองนั้นผมจำได้ว่าเราไม่มีสิ่งที่นัดกันหรือจะไปทำอะไรด้วยกัน แม้ว่ารักเพื่อนแต่เราไม่มีจุดหมายที่เชื่อมโยงกัน กับเพื่อนคนแรกนั้นเราวางแผนอนาคตกันไว้ว่าใครอยากจะทำอะไรแล้วมันจะส่งเสริมเชื่อมโยงกันอย่างไร
ดังนั้น ความเศร้ามากเท่าใด ขึ้นอยู่กับการตั้งความหวังที่เกี่ยวข้องกับคนคนนั้นมากเท่านั้น
มันไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ด้วย สมมติว่า คุณมีลูก คุณมีความปรารถนาจะเห็นเขาประสบความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งหากประเมินจากปัจจุบันความเป็นไปได้นั่นอาจจะต่ำมาก แต่ว่าสมมติว่าสูญเสียลูกไป ทุกครั้งที่มีสิ่งเชื่อมโยงกับความคาดหวังนั้นคุณจะรู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที
ความเศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับรู้ความโศกเศร้าของผู้อื่น เราสามารถเศร้าได้เมื่อเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสถานการณ์ของคนอื่น ผมเคยร้องไห้เมื่อเห็นเด็กชายชาวซีเรียนั่งอยู่บนรถยีเอ็มซีในข่าว ซึ่งบอกว่า เด็กคนนี้สูญเสียพ่อแม่มาจากการทิ้งระเบิดทางอากาศแล้วครั้งหนึ่ง แล้วยังพลัดหลงกับพี่สาวที่เป็นญาติเพียงคนเดียว ซึ่งไม่รู้เลยว่าจะตามหากันเจอได้อย่างไร ผมยังจำแววตาที่เศร้าหมองของเด็กชายอายุ เจ็ดแปดขวบ คนนี้ได้
ในขณะเดียวกันข่าวการประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนน้อยครั่งมากที่จะทำให้รู้สึกเศร้า
ดังนั้นความเศร้าเกิดได้เมื่อมีบางอย่างที่มันกระทบกับจิตใจโดยตรง คนจำนวนมากมีความอ่อนไหวกับโศกนาฏกรรมของเด็กน้อย แต่มีเกิดขึ้นน้อยกว่ากับผู้ใหญ่ที่เราไม่รู้จัก เด็กมากๆหรือยังไม่เกิดไม่คลอดบางครั้งยังไม่กระทบกับจิตใจมากเท่ากับเด็กอายุราวๆ สองสามขวบ จนถึงแปดขวบเก้าขวบ มีบางอย่างที่กระทำกับใจเราโดยตรง
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ติดตามมาพร้อมกับความเศร้าและมันใกล้เคียงกันมาก บางครั้งอาจจะแทบไม่รู้ตัว บางครั้งอาจจะแสดงออกออกมาชัดเจน ขึ้นกับเรื่องราวและความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณทำหรือไม่ได้ทำ นั่นคือความโกรธ
ความโกรธมักจะมาร่วมกับการสูญเสียเสมอ ผู้คนเพื่อนบ้านโกรธเกรี้ยวต่อฆาตกรที่พรากชีวิตคนรู้จักไป ภรรยาโกรธคนเมาที่ขับรถชนดับชีวิตสามี ญาติๆโกรธหมอที่ช่วยชีวิตคนไข้ไม่ทันหรือวินิจฉัยผิดพลาด
สิ่งเหล่านี้วนเวียนอยู่เสมอ เป็นรูปแบบของการให้อภัยต่อสิ่งที่มีปัจจัยหรือเป็นผลกระทบที่ทำให้เกิดการสูญเสีย มีคนที่สามารถโกรธสิ่งของได้เพราะเป็นสาเหตุของการสูญเสีย สามารถทุบรถ หรือโยนสิ่งที่สร้างปัญหาทิ้ง เหตุเพราะคิดว่าสิ่งใดๆที่เกิดขึ้นมีเหตุมาจากสิ่งนั้น จนสุดท้ายแล้วจะมีกลุ่มที่เคลื่อนย้ายความโกรธรอบข้าง หันมาย้อนพุ่งเข้าใส่ตัวเอง มันเป็นรถคันนั้นที่เบรคแตกแท้ๆ แต่เราอาจจะป้องกันความสูญเสียนี้ได้ถ้าเราเอารถเข้าศูนย์เสียก่อนหน้านี้ มันเป็นเรือล่มที่พานักศึกษาจมน้ำ แต่ผู้เป็นพ่อคิดว่าตัวเองไม่น่าอนุญาตให้ลูกไปกับที่คณะเพราะปกติไม่เคยปล่อยให้ไปไหนแต่ครั้งนี้ให้เดินทางเป็นครั้งแรกก็มาเกิดเรื่องขึ้น
บทสนทนาเหล่านี้ที่มีกับตัวเองวนเวียนอยู่กับการกล่าวโทษในสิ่งที่ทำหรือไม่ได้ทำที่อาจจะป้องกันความสูญเสียได้ที่โยงเข้ากับตัวเองโดยตรง
แต่ถ้าการพูดกับตัวเองเปลี่ยนแปลงระดับเล็กน้อยจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการลูญเสียโดยตรง ไปยังสิ่งที่คาดว่าจะทำ หรือปรารถนาว่าจะได้ทำ ทันทีทันใดระดับของอารมณ์จะถูกปรับเป็นความเศร้า
พระพุทธองค์มิได้แบ่งความเศร้าไว้กับความเศร้า แต่จัดกลุ่มความเศร้าไว้กับความโกรธ เหตุเพราะว่ามันเป็นเพียงระดับของความโกรธที่แตกต่างกัน ผมคิดว่าตัวอย่างข้างต้นพอจะทำให้คุณเข้าใจได้ว่า เวลาที่คุณเศร้าคุณได้เปลี่ยนแปลงระดับของการ "ไม่ให้อภัย" ถ้าคุณไม่ให้อภัยสิ่งรอบข้างในระดับที่สูงมาก คุณก็กำลังโกรธสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ถ้าคุณกำลังไม่ให้อภัยตัวเองที่สร้างความสูญเสียขึ้นในระดับที่สูง คุณก็กำลังโกรธตัวเอง แต่ถ้าคุณกำลังกล่าวโทษตัวเอง ซึ่งก็คือการไม่ให้อภัยตัวเดียวกัน ว่าคุณ น่าจะได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้กับสิ่งที่คุณสูญเสียไป คุณก็กำลังเศร้านั่นเอง
หรือว่าคุณอาจจะมีความเศร้าได้ในอีกรูปแบบที่ดูเหมือนว่าไม่เกี่ยวข้องกับการไม่ให้อภัย คือตัวอย่างที่ผมยกไว้ข้างต้นเกี่ยวกับเด็กชายชาวซีเรียที่ทำให้ผมนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ซึ่งถ้าเราค้นลึกลงไปในความรู้สึกนััน ผมรับรู้เกี่ยวกับการเชื่อมโยงว่าถ้าเป็นเราคงจะรู้สึกว้าเหว่มากๆเลย ผมรู้สึกถึงความอยุติธรรมที่ตัวผมในเด็กคนนั้นได้รับ ผมกรีดร้องคำว่าทำไมอยู่ในใจเพราะผมรู้สึกว่าผมเข้าใจความทุกข์ของเขา ผมร้องไห้เพราะในขณะเดียวกันเชื่อมโยงกับลูกชายรุ่นราวคราวเดียวกันกับเด็กชาวซีเรียคนนั้นว่าถ้าเหตุการณ์นี้มันเป็นลูกของผมล่ะเขาจะเศร้าแค่ไหน ในเวลาชั่วขณะการเชื่อมโยงเหล่านี้เข้่ามากระทบตัวเราทำให้เราโกรธเคืองคนที่ผมไม่รู้จักที่สร้างความสงครามอันชั่วร้ายนี้ขึ้น ผมโกรธกระทั่งตัวเองที่หยุดมันไม่ได้ สุดท้ายแล้วผมก็เศร้าให้กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ความอ่อนไหวต่อสิ่งเหล่านี้มิใช่ว่าจะไม่ดีทั้งหมด บางคนบางกลุ่มใช้ความเศร้าต่อโศกนาฏกรรมเหล่านี้ผลักดันให้เกิดสิ่งต่างๆที่ดีขึ้น พวกเขาอาจจจะเรี่ยไรเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านี้ แต่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดกับเราทุกคน ไม่ใช่กับผมในวันนั้นเป็นอย่างน้อย ดังนั้นนอกจากรู้สึกดีที่คุณมีความเป็นมนุษย์ที่เห็นใจเพื่อนมนุษย์แล้ว ร่องรอยของความเศร้าเหล่านั้นจะไม่ช่วยอะไรเลย ไม่แม้กับเราและไม่แม้กับคนที่เป็นเหยื่อสงคราม
อาจดูไม่น่าฟังนัก แต่ถ้าเราไม่สามารถแปรความเศร้าความเห็นอกเห็นใจเป็นกำลังขับดันในบางกรณีแล้ว อย่างเช่น ฮิลลารี คลินตัน ที่แปรความเศร้าความเห็นอกเห็นใจในสวัสดิการของรัฐที่มีผู้เสียชีวิตโดยไม่จำเป็นไปเป็นล้านคน เป็นการผลักดันกฎหมาย โอบามาแคร์ ที่ครอบคลุมสวัสดิการให้กับผู้ด้อยการประกันตนมากขึั้น ถ้าเราไม่ใช่แบบนั้นผมว่าความเเศร้าเพียงจะสร้างร่องรอยหลุมของมันในใจเราและทำให้เราตกร่องความเศร้านั้นครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมิได้สร้างสิ่งใดให้ดีขึ้นมาได้ ผมจึงตั้งใจว่า ถ้ามีโอกาสใดที่ผมจะช่วยเหลือได้ผมจะให้ความช่วยเหลือตามกำลังแล้วทิ้งความเศร้าหมองนั้นไป
เราไม่สามารถทำสองสิ่งนีั้ในเวลาเดียวกัน คือมีความเศร้าไปด้วยแล้วสร้างเรื่องดีๆไปด้วยได้ เราไม่สามารถเศร้าไปด้วยทำงานให้ดีไปด้วย เราไม่สามารถเศร้าไปด้วยขับรถอย่างตั้งใจไปด้วยได้
เราอาจสร้างผลกระทบซ้ำได้ๆถ้าเราไม่เลิกที่จะไม่ให้อภัยตัวเราเองหรือ ถ้าเราไม่หยุดความคิดเกี่ยวกับ ไม่น่าทำอย่างนั้นเลย ในที่สุดคุณอาจจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปอีกแล้วก็ต้องใช้คำว่า ไม่น่าทำลงไปอย่างนั้นเลย ซ้ำแล้วซ้ำอีกวนเวียนกันไป
บางครั้งคุณใช้ความเศร้าทำให้คุณรู้สึกดี มันเป็นเรื่องประหลาดที่ความเศร้าทำให้คุณรู้สึกดีได้ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีแต่อย่างใด ถ้าหากคุณสูญเสียคนรักไปและคุณก็ประคองกอดความทรงจำเกี่ยวกับความเศร้านั้นเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เช่นคุณอาจจะกลับไปที่ที่คนรักกับคุณสัญญาว่าจะไปทุกปี แล้วร้องไห้คนเดียวอย่างขมขื่น นั่นเป็นเพราะคุณกำลังเศร้า แต่ว่ามันกับทำให้คุณรู้สึกดีอย่างประหลาด เพราะว่าคุณได้ทำตามบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายคลึงกับการมีสัตยาบันในตนเอง ว่าคุณจะต้องคิดถึงและเศร้าเกี่ยวกับคนรักของคุณทุกปีๆ หรือทุกๆวัน เพราะมันทำให้คุณรู้สึกถูกและดีที่ได้เศร้า มันทำให้คุณมีเครื่องหมายของรักแท้และแน่นอนคุณมีความถูกต้องเต็มเปี่ยมในการมีรักแท้ ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณกำลังได้เสพติดมัน เพราะมันทำให้คุณเป็นฝ่ายถูกในเรื่องที่คุณกำหนดเอง จุดสังเกตนี้ไม่ยากนัก ถ้าคุณตกอยู่ในกับดักของความเศร้านี้ เวลาคุณเห็นใครมีรักครั้งใหม่คุณจะมีเสียงแว่วสนทนากับตัวเองว่าคนผู้นั้นช่างน่ารังเกียจหามีรักแท้ไม่ ความเศร้าเสพติดนี้อาจจะปรับเป็นเรื่องอื่นๆได้เช่น เมื่อคุณสูญเสียบิดา แล้วในบรรดาพี่น้องคุณเป็นคนเดียวที่เศร้าอยู่ แล้วคุณรู้สึกขัดเคืองที่คนอื่นๆไม่รู้สึกเศร้าเสียใจแล้ว คุณก็กำลังเสพติดมันในฐานะผู้ถูกอยู่ในขณะนั้น
ถ้าคุณหลุดจากความเศร้านี้ได้จริง เรื่องราวแม้ว่าจะเหมือนเดิมแต่รายละเอียดของอารมณ์จะแตกต่างกันเล็กน้อย คุณอาจจะย้อนกลับไปที่เดิมที่คนรักของคุณและคุณไปทุกปี แต่คุณไปเพื่อยิ้มให้กับความทรงจำดีๆเหล่านั้น แต่เชื่อเถอะว่าหากคุณสามารถไปมีกิจกรรมอื่นๆได้แทนโดยไม่รู้สึกผิดอะไรเลยเพราะว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่า นั่นคือวันที่สามารถพูดได้เต็มปากว่ากับดักความเศร้านี้ไม่สามารถทำอะไรคุณได้ และความทรงจำดีๆทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณสูญเสียไปได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังเพื่อใช้ชีวิตในวันข้างหน้าให้ดีขึ้น และสำคัญที่สุดคือสามารถที่จะรองรับความเศร้าครั้งใหม่ๆได้ดีขึ้น
ความเศร้าเป็นสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้า เราไม่มีวันหลีกหนีมันได้ ตราบเท่าที่เรามีสิ่งที่รัก ตราบเท่าที่คุณยังเป็นปถุชนคนธรรมดา มันจะอยู่ตรงหน้านั้นรอวันเราเดินไปถึง ณ จุดนั้น และที่นั่นถ้าคุณเตรียมตัวมาดีพอ คุณจะรับมือมันอย่างเท่าทัน มันไม่เป็นไรหรอกที่เราจะหล่นเข้าไปในหลุมแห่งความเศร้าตราบเท่าที่คุณรู้อยู่ตลอดเวลาว่าคุณจะออกจากมันมาได้อย่างไร และคุณจะเปลี่ยนมันเป็นพลังได้อย่างไร
ขอความศร้าจงมาสู่คุณและจากไปโดยที่คุณเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตในวันไหม่
Wednesday, November 30, 2016
มุมหนังสือที่ยับ
วันนี้เป็นวันดีวันหนึ่ง ที่เหมาะสมจะหาหนังสือสักเล่มที่ผู้เขียนมีความสนใจเป็นการส่วนตัว หนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งในความชื่นชอบนั้น แม้ว่าปัจจุบัน youtube ได้เป็นส่วนสำคัญในการเผยแพร่สาระดีๆเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากมาย แต่เนื้อหายังไม่ใคร่จะลึกนัก อาจจะด้วยว่า จำเป็นต้องให้ความรู้ในวงการ และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการค้นคว้าศึกษาเพิ่มต้นเท่านั้น จึงไม่ความจำเป็นอันใดที่จะต้องกล่าวเจาะลงไปในรายละเอียดที่อาจจะมีตนจำนวนน้อยสนใจ
ผู้เขียนจึงออกไปตามร้านหนังสือเพื่อค้นหาเล่มที่ถูกใจสักเล่ม จึงได้พบว่าปัจจุบันแม้เราจะมีร้านหนังสือเป็นตัวเลือกมากมาย แต่กลับไม่มีร้านใดที่ใส่ใจจริงจังกับกการมีหนังสือวิทยาศาสตร์แท้ๆ ที่ไม่ใช่วิทย์เพื่อการสอบการติว เพื่อให้สามารถชนะการแข่งขัน หนังสือพวกนั้นมีการคำนวนที่จำกัดและไม่ได้ความรู้พื้นฐานอะไรประกอบเพื่อความเข้าใจที่แท้จริงเลย
แต่ยังดีที่มีร้านหนังสือเล็กๆอยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งมีหนังสือวิทยาศาสตร์แท้ วางอยู่ในร้านถึงสามเล่ม ราคาก็ค่อนข้างแพงทถ้าเทียบกับแมกกาซีนทั่วไป แต่หากให้นำแมกกาซีนสี่ถึงห้าเล่มมารวมกัน เพื่อให้มีมูลค่าทางการค้าเท่ากัน แต่ยังไม่อาจเทียบกันในทางมูลค่าของความรู้ได้เลย
ผู้เขียนเลือกมาเล่มหนึ่ง ชื่อ The Discoveries วิทยาศาสตร์มหัศจรรย์แห่งการค้นพย เป็นการรวบรวมการค้นพบอันยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์มารวมกัน 25อย่าง 25 บทด้วยกัน
ผู้ขายบรรจุหนังสือไว้ในถุงพลาสติกอันแน่นหนา เพื่อปกป้องหนังสือไว้ พอจ่ายเงินเสร็จสรรพแล้วผู้เขียนก็คว้ามันเดินจากมาด้วยความยินดี
ยังไม่ได้เปิดอ่านจนกระทั่งมาถึงบ้าน เพื่อเปิดอ่านด้วยความกระหยิ่มใจ แต่พลันที่เปิดหนังสือก็พบว่า ปกหน้าด้านล่างนั้นยับ มันยับในแบบที่พับไปมาได้ ไม่ใช่เพียงแต่บิดงอ หรือสันบี้เล็กน้อย แต่เป็นพับไปมาได้เพียงแต่ไม่ขาดจากหัน ระยะพับนั้นลึกเข้ามาไม่เกินเล็บของนิ้วก้อย
ผู้เขียนบอกตัวเองว่า ปกหนังสือมันไม่ใช่สาระสำคัญอะไรเลย ตัวอักษรด้านในต่างหากจึงสำคัญอย่างแท้จริง
หนังสือที่ใช้เงินมากกว่าซื้อนิตยสารสี่ห้าเท่าเล่มนี้ ถามว่าถ้ามีแค่ปกสวยผู้เขียนคงไม่ซื้อมาอ่านแน่ เราซื้อเพราะเราอยากได้เนื้อหาที่อยู่ข้างในมิใช่หรือ หลังจากบอกตัวเองแล้ว จึงพยายามอ่านเนื้อหา ซึ่งที่จรืงก็ยากอยู่ แต่ก็พอที่จะเข้าใจเนื้อเริ่องเบิ้องต้นได้ แต่ในขณะนั้นเองผู้เขียนพบว่า มือข้างซ้ายของผู้เขียนกลับลูบคลำมุมหนังสือที่ยับนั้นอยู่ตลอดเวลา
นี่เป็นครั้งแรกที่จับความรู้สึกได้ว่า ไม่ว่าเนิ้อหาของมันจะลึกซึ้งหรือน่าสนใจอย่างไร แต่ตัวผู้เขียนกลับไม่สามารถหยุดความคิดเกี่ยวกับมุมหนังสือที่หักงอนั้นได้ลย
แม้ว่าพยายามทิ้งความรู้สึกผิดหวังไปแต่ว่ามือข้างซ้ายกลับลูบคลำไม่หยุดหย่อน
เชื่อว่าหลายๆคนก็คงเคยคุ้นกับความรู้สึกนี้ ความรู้สึกได้รับอันไม่สมบูรณ์ มักจะเกิดขึ้นในตอนที่ไม่คาดฝัน คุณต้องการรถใหม่ที่มีความสใบูรณ์พร้อม แต่ว่าในวันที่ไปรับรถ คุณพบว่าเข็มไมล์ขึ้นมามาก เนื่องจากรถคันนี้ถูกขับออกมาจากศูนย์อีกแห่งหนึ่งมายังศูนย์ที่คุณออกรถ เข็มไมล์ที่ขี้นมานั้นแม้ไม่มากมาย แต่ก็รบกวนความคิดของคุณอยู่นานทีเดียวกว่าที่จะยอมรับมันได้
หรือตอนที่คุณซื้อมือถือใหม่ พอติดฟิล์มป้องกันหน้าจอไปแล้ว มาพบในภายหลังว่ามีฟองอากาศเล็กๆเหลืออยู่ภายใต้ฟิล์มบางๆนั้น ตลอดทั้งวันคุณก็เฝ้าแต่จะเห็นจุดเล็กๆนั้นทุกครั้งที่ใช้งาน
ตลอดชีวิตนี้ไม่ทราบมีกี่ครั้งที่ รอยยับที่มุมหนังสือ สร้างความหงุดหงิด และขโมยช่วงเวลาดีๆของเราไป ถ้าเพียงเราสามารถมองข้ามรอยด่างในความสมบูรณ์ในจินตนาการที่เราสร้างขึ้นได้ เราจะได้รับช่วงเวลานั้นกลับคืนมา
ผู้เขียนตัดสินใจวางหนังสือลง แล้วทำความเข้าใจกับตัวเอง
ที่แท้แล้วคุณค่าของสิ่งต่างๆอยู่ที่ไหน ที่สำคัญกว่านั้นคือ เราเป็นผู้ให้คุณค่า คุณค่าจึงเป็นภาพลวงตา วันนี้เราอาจวุ่นวายใจกับ มุมหนังสือที่ยับ รอยตรงขอบกันชนรถ กล่องไอโฟนที่บุบ หรือความล่าช้าของการเสิร์ฟอาหารในร้านหรู
สุดท้ายแล้วในวันพรุ่งนี้ สิ่งเหล่านั้นก็ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เราสามารถอ่านหนังสือเล่มนั้น ขับรถคันนั้น หรือใช้ไอโฟน หรือบริการร้านอาหารอื่นๆ ต่อไปโดยไม่แม้แต่จะคิดถึงมันอีก
แต่ที่มันฝากเอาไว้คือ รอยแหว่งในช่วงเวลา และ ตะกอนที่ตกค้างอยู่ในจิตใจ วันใดที่เกิดเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกัน มันก็พร้อมที่จะผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก และพรากความสุขไปจากช่วงเวลาต่างๆไม่จบไม่สิ้น
ผู้เขียนเรียนรู้ว่า นี่ไม่ใช่มุมมอง หรือการคิดบวกที่จะแก้ปัญหา การคิดบวกคือการพยายามหาข้อดีในเรื่องที่เกิดขึ้น บางครั้งมันเหลื่อมหรือใกล้เคียงมากกับการสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมาปิดทับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น
มุมหนังสือที่ยับเหรอ หนังสือที่มีค่าเล่มนี้น่ะ ควรจะมีใครสักคนหยิบมาสินะ ไม่เช่นนั้นมุมยับอย่างนี้ใครจะเอาไปจากร้านล่ะ มันจะได้มีประโยชน์ไม่เป็นเพียงหนังสือที่ถูกลืมบนชั้นวาง
แต่มันใช่เรามั้ยล่ะ ที่สมควรได้มันมา แล้วเราก็ไม่ได้เลือกเสียด้วยที่จะหยิบมัน แต่มันเป็นเพราะเราไม่เห็นมันก่อนและเราไม่มีทางเลือกนี่นา
จะเห็นว่า การมองในแง่ดี การคิดบวก ไม่ได้ช่วยจัดการเรื่องที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เหตุการณ์เหล่านั้น มันเป็นเพียงแค่ การปิดทับ ฉาบผิว ทาสี ปิดบังริ้วรอยอันน่าชังไว้ข้างใต้
หากวันใดสีที่ทาหลุดลอกออกไป ริ้งรอยอันน่าชิงชังน่าเปิดเผยออกมา แม้แต่การคิดบวก ยังจะถูกเราด่าทอและเกรี้ยวกราดใส่อย่างรุนแรง
ทางเลือกที่ผู้เขียนเริ่มใช้ ก็คือ มองมันอย่างเข้าใจ และเข้าใจถึงความเจ็บปวด ความขุ่นข้องที่ไม่บรรเทาเบาบางในช่วงแห่งกาลนั้น แต่ก็เข้าใจเช่นกันว่าวันพรุ่งมันจะจางหาย
สุดท้าย มุมหนังสือที่ยับ จะเป็นร่องรอยของการระลึกถึงในการรู้เท่าทันตัวเอง เป็นเครื่องหมายของการเติบโต
จงมาทำเครื่องหมายนั้นอย่างเบิกบาน
มุมหนังสือที่ยับ มุมนั้น...
Wednesday, October 19, 2016
ฉันอายุ 43 ปี
ตัวฉันในอนาคตจะมองตัวฉันในตอนนี้อย่างไรนะ
ตัวฉันจะมองตัวฉันเองได้อย่างภาคภูมิใจหรือเปล่านะ
ถ้าตอนนี้ฉันอยากจะพูดอะไรกับตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้า ฉันอยากจะพูดว่าอะไรนะ
คำถามเหล่านี้ดูง่ายๆแต่สำหรับฉันแล้วตอบยาก
มองย้อนไปสิบปีที่แล้ว ฉันไม่เห็นเลยว่าคนคนนั้นจะนำพาทิศทางของชีวิตฉันไปได้อย่างดีเพื่อมาสู้ที่ตรงนี้สักเท่าไหร่
เขาทำอะไรอยู่นะ เขายังสับสนวุ่นวายกับการค้นหาตัวเองว่าขีวิตจริงๆแล้วต้องการอะไร
เขาทำอะไรอยู่นะ เขากำลังพยายามสร้างชีวิตที่ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองสักเท่าไหร่
เขาทำอะไรอยู่นะ เขาเสียเวลาไปกับเรื่องหลายๆอย่างที่ได้ส่งเสริมความสามารถที่จะเปิดพื้นที่ใหม่ๆในชีวิต
แล้วฉันในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าจะมองฉันในตอนนี้อย่างไรนะ
ฉันก็ไม่รู้ดอก แต่ฉันเชื่อว่าคนคนนั้นก็จะมีบางสิ่งบางอย่างที่เหนือไปกว่าฉันในตอนนี้ คนคนนั้นจะได้เปิดพื้นที่ใหม่ๆให้กับชีวิตอีกหลายทิศทางและแง่มุม
ดังนั้นฉันในตอนนี้คงไม่อาจที่จะคาดการณ์ได้ว่า ฉันในอีก10ปีข้างหน้าจะให้ความเห็นอย่างไรกับฉัน
แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันจะพูดอะไรกับเขา
ฉันจะพูดว่า ฉันในตอนนี้ยังมะงุมมะงาหราอยู่กับการเปิดความคิดใหม่ๆของตัวเอง ฉันยังสับสนอยู่ในบางเวลา ให้อภัยฉันเถิดที่ฉันอาจจะไม่สามารถพาเธอไปได้ไกลกว่าที่มีโอกาสสำหรับเธออยู่
ฉันจะพูดว่า ฉันยังกล้าๆกลัวๆอยู่ที่จะไขว่คว้าโอกาสบางอย่าง มันอยู่ตรงหน้าฉัน แต่ฉันตอนนี้กลัวความไม่แน่นอนและการตัดสินใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการงานอาจจะมีผลกระทบกับครอบครัว ได้โปรดให้อภัยฉันเถิด ที่ฉันอาจจะไม่สามารถพาเธอไปในที่ที่เธอใฝ่ผันได้
ฉันจะพูดว่า ฉันยังไม่สามารถควบคุมความคิดของฉันได้ทั้งหมดบางครั้งมันจึงเสียเวลาไปกับเรื่องบางเรื่องที่ไม่ได้มีส่วนสำคัญกับชีวิต และไม่ได้นำพาไปยังจุดหมายใดๆอยู่ ดังนั้นได้โปรดเห็นใจฉันเถิด ที่ฉันไม่อาจจะรวบรวมพลังทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวเพื่อก้าวไปได้อย่างเหมาะเจาะและรวดเร็วจนอาจทำให้เธอยังมองไม่เห็นความสำเร็จในเวลาของเธอได้
แต่อย่างน้อยเฉันในตอนนี้ยังเงยหน้ามองอยู่เสมอว่าจุดหมายที่เราต่างต้องการด้วยกันทั้งคู่นั้นมันอยู่ตรงไหน
และอย่างน้อยฉันในตอนนี้ก็ยังมุ่งมั่นที่จะก้าวไปในทีละน้อยทีละน้อย และตั้งใจแล้วว่าจะไม่ถอยหลัง หากว่าจะล้มลงฉันก็จะลุกขึ้นยืนใหม่เพื่อที่ว่าจะได้เข้าไปใกล้จุดหมายอีกนิดในวันถัดไป
เพราะฉะนั้นแล้ว ฉันในอีก10ปีข้างหน้าไม่ว่าสามารถไปถึงจุดไหนก็ตาม ส่วนหนึ่งแล้วเป็นเพราะว่าฉันในตอนนี้ที่ก้าวไปอย่างทุลักทุเลแต่ไม่ได้ยอมท้อถอยมิใช่หรือ ดังนั้นไม่ว่าฉันจะดูน่ารังเกียจเพียงไร หรือฉันจะดูโง่เขลาเพียงไรสำหรับเธอแล้วละก็ ได้โปรดอภัยให้ฉันเถิดเพราะฉันได้ทำทุกอย่างเท่าที่สติปัญญาและกำลังในปัจจุบันของฉันเอื้ออำนวยให้แล้ว
เขียนถึงตอนนี้ ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่า ฉันอยากจะบอกอะไรกับฉันใน10ปีที่แล้ว
ฉันให้อภัยเธอนะ ที่เธอเสียเวลาไปกับเรื่องมากมายที่ไม่มีประโยชน์อะไรและเป็นโทษในบางครั้ง
ฉันให้อภัยเธอนะ ที่บางครั้งเธออ่อนแอจนไม่เป็นตัวของตัวเองและยังอ่อนแอเช่นนั้นซ้ำซากหลายครั้งหลายครา
ฉันให้อภัยเธอนะ ที่เธอโง่เขลาจนไม่เข้าใจว่าชีวิตของเธอต้องการอะไร
แต่ว่าฉันต้องกลับขอบคุณเธอต่างหาก เธอได้ทำเรื่องมากมายที่ไม่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ แต่เธอก็รู้สึกเสียใจและพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะแก้ไขมัน
แล้วฉันก็ต้องขอบคุณเธอที่่ถึงเธอจะอ่อนแอและอ่อนไหว แต่เธอก็เจ็บใจตัวเองและไม่ยินยอมให้ตัวเองเป็นเช่นนั้นเธอเฝ้าหาทางแก้ไขที่บางครั้งถึงมันจะดูโง่ๆไปบ้างแต่มันก็ช่วยให้เธอได้เรียนรู้ ถึงเธอจะทำผิดซ้ำซากด้วยความอ่อนแอนั้นแต่เธอก็ไม่เคยที่จะหยุดเรียนรู้เกี่ยวกับมัน ขอบคุณมากนะที่เธอไม่ยอมแพ้
และฉันก็ยังต้องขอบคุณเธออีกเรื่อง ที่เธอเข้าใจมาตลอดว่าเธอยังไม่ดีพอเธอจึงทำเรื่องโง่เชลาไปบ่อยๆ ฉันดีใจที่ถึงแม้เธอจะไม่รู้ตัวอยู่หลายวันหลายคืน แต่เมื่อเธอลดความหยิ่งผยองได้เธอก็ยอมรับแต่โดยดีว่ามีบางอย่างที่เธอไม่รู้และเขลานัก มันช่วยให้เธอได้พัฒนาตัวเองจากจุดที่เธอไม่รู้นั้น ไม่เป็นไรหรอกนะถึงเธอจะยังกลับมาชูคอหยิ่งผยองอย่างน่าสมเพชที่ไม่รู้ความจริงในข้อนั้น แต่มันเป็นเส้นทางที่เธอต้องเดินมา ฉันไม่รู้จะขอบคุณเธออย่างไรดีในตอนที่เธอยอมรับมันซ้ำแล้วซ้ำอีก และก่นด่าตัวเองซ้ำซาก ฉันไม่รู้จะบอกยังไงดี แต่มันทำให้เธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ฉันดีใจที่เธอไม่ปิดประตูแล้วบอกว่าฉันจะไม่แก้ไขอะไรเพราะมันเป็นทางของฉัน
ขอบคุณจริงๆที่เธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขอบคุณมากที่พาฉันมาตรงนี้
ถ้าเธอไม่ได้เติบโต ถ้าเธอตอกประตูปิดตายต่อการค้นหาตัวเอง ฉันในตอนนี้ยังนึกไม่ออกว่าตัวเองจะเป็นเช่นไร
ถึงตรงนี้ ฉันแน่ใจแล้วว่า ฉันใน10ปีช้างหน้าจะต้องขอบคุณฉันในตอนนี้เช่นกัน
ฉันในอีก 10 ปีข้างหน้าจะภาคภูมิใจในฉันในตอนนี้ และจะถ่อมตนเพราะเข้าใจว่าเขาไม่ได้อยู่ในจุดนั้นได้โดยลำพัง
เขาอยู่ในจุดนั้นได้เพราะฉันในตอนนี้จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อให้เขาได้ยืนอยู่ในจุดที่เขาเป็นที่ไกลกว่าฉันในตอนนี้
เขาอยู่ในจุดนั้นได้เพราะฉันใน10ปีที่แล้วไม่ยอมแพ้ที่จะพัฒนาตัวตนของตัวเอง
ฉันอายุ 43 ปีแล้ว และฉันยังต้องเดินทางอีกไกล แต่ฉันยินดีนะที่จะเดินต่อ

