Tuesday, January 31, 2017

ความเศร้า เมื่อมันมาเยือน

คิดว่าความเศร้ามันมาเยือนทุกคนที่หยิบหัวข้อนี้ขึ้นมาอ่าน ทั้งที่เคยมีและกำลังมีมันอยู่
เรื่องราวของความเศร้านั้นมีอย่างซับซ้อนหลากหลาย
ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป
คนจำนวนมากและทั้งหมดในโลกมีความเศร้ามาเยือนเมื่อสูญเสียคนที่รัก มีคนจำนวนมากที่เศร้าเพราะสูญเสียสถานะบางอย่าง ยังมีสถานการณ์อื่นที่ทำให้เราเศร้าได้อีกนอกการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักไป เช่น การที่บุคคลอันเป็นที่รักของเพื่อนจากไป เรารับรู้ความเศร้านั้นและเดินทางไปบนถนนแห่งความเศร้านั้นไปกับเขาด้วย
อีกสถานการณ์คือ เมื่อเราได้ยินข่าวร้ายหรือโศกนาฎกรรมรุนแรงในสื่อต่างๆ ความเศร้าก็มาเยือนเราได้เช่นกัน
ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะบรรเทาความเศร้าได้ดีไปกว่าการนั่งลงเงียบแล้ววิเคราะห์วิจัยมัน
ความเศร้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือการที่ผู้คนตายจากไป ผมเคยสูญเสียคนอันเป็นที่รักในเหตุนี้ไปมากกว่าสามคน ทุกคนผมรักหมดแต่ความเศร้าไม่เท่ากัน คนที่ผมเศร้ามากที่สุด คือเพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลาย ให้ผมเล่ารายละเอียดสักนิด เขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์แล้วล้ม ในขณะที่ล้มก็สลบไปใบหน้าจมแอ่งน้ำตื้นๆแอ่งหนึ่ง จากไปในลักษณะนั้น คิดขึ้นมาครั้งใดผมยังอดนึกถึงแอ่งน้ำนั้นไม่ได้ ถ้าหากไม่มีแอ่งน้ำนั้นทุกวันนี้ผมอาจยังมีเขาเป็นเพื่อนสนทนาอยู่
อีกคนคือคุณตาของผม ที่เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวในตอนที่ชราแล้ว อีกคนเป็นเพื่อนมัธยมที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเช่นกัน
ความเศร้าที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ความรุนแรงนั้นไม่เท่ากัน เพื่อนคนแรกกับเพื่อนคนที่สอง ผมสนิทสนมกับเพื่อนคนแรกมากกว่า ความเศร้าเสียใจนั้นอยู่กับผมเป็นแรมเดือน และวนเวียนไม่ห่าง ในขณะที่กับเพื่อนคนที่สองผมรู้สึกเศร้ามาก แต่ไม่ยาวนาน ผ่านพ้นเพียงวันผมก็สามารถคิดถึงเริ่องอื่นๆได้ และรู้สึกเศร้าอีกครั้งเมื่อไปร่วมงานศพ
ดังนั้นความเศร้ามีระดับที่มาจากระดับของความใกล้ชิด บางครั้งเราได้ยินว่าคนในแผนกถัดไปเสียชีวิต แต่เราไม่เคยคุยกับเขาเลย เราอาจตกใจนิดหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าคุณไม่ได้เศร้า แม้ว่าระยะห่างของบุคคลนั้นกับคุณแค่ไม่กี่สิบเมตร
ระหว่างเพื่อนคนแรกกับคุณตา ผมทราบอยู่แล้วว่าคุณตาผ่าตัดสองครั้งแล้ว และอยู่ที่จังหวัดห่างออกไปซึ่งในภาระในปัจจุบันขณะของผมนั้นไม่สะดวกที่จะไปหา ในขณะที่เพื่อนของผมคนแรกนั้นเราเพิ่งจะคุยกันไม่นานและมีแผนที่จะพบกันในช่วงที่มหาวิทยาลัยปิดการเรียนการสอน
ดังนั้นความเศร้ายังขึ้นกับความคาดหวัง หรือการคาดการณ์ด้วยการประเมินตามความเคยชิน เราเคยชินว่าเราจะได้เห็นคนคนนี้ทุกวัน เราเคยชินว่าจะได้คุยกัน เคยชินว่ามีคนรัก เคยชินว่ารักใคร เมื่อความสูญเสียมาถึงเราตั้งรับมันไม่ทัน ยิ่งไม่คาดฝันเท่าใด ยิ่งมีความเศร้ามากเท่านั้น
ย้อนกลับมาที่เพื่อนคนแรกกับเพื่อนคนที่สองอีกครั้ง ความแตกต่างยังรวมไปถึงสิ่งที่ได่ทำต่อกัน ความคาดหวังที่จะได้ทำเรื่องราวต่างๆด้วยกัน เพื่อนคนที่สองนั้นผมจำได้ว่าเราไม่มีสิ่งที่นัดกันหรือจะไปทำอะไรด้วยกัน แม้ว่ารักเพื่อนแต่เราไม่มีจุดหมายที่เชื่อมโยงกัน กับเพื่อนคนแรกนั้นเราวางแผนอนาคตกันไว้ว่าใครอยากจะทำอะไรแล้วมันจะส่งเสริมเชื่อมโยงกันอย่างไร
ดังนั้น ความเศร้ามากเท่าใด ขึ้นอยู่กับการตั้งความหวังที่เกี่ยวข้องกับคนคนนั้นมากเท่านั้น
มันไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ด้วย สมมติว่า คุณมีลูก คุณมีความปรารถนาจะเห็นเขาประสบความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งหากประเมินจากปัจจุบันความเป็นไปได้นั่นอาจจะต่ำมาก แต่ว่าสมมติว่าสูญเสียลูกไป ทุกครั้งที่มีสิ่งเชื่อมโยงกับความคาดหวังนั้นคุณจะรู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที
ความเศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับรู้ความโศกเศร้าของผู้อื่น  เราสามารถเศร้าได้เมื่อเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสถานการณ์ของคนอื่น ผมเคยร้องไห้เมื่อเห็นเด็กชายชาวซีเรียนั่งอยู่บนรถยีเอ็มซีในข่าว ซึ่งบอกว่า เด็กคนนี้สูญเสียพ่อแม่มาจากการทิ้งระเบิดทางอากาศแล้วครั้งหนึ่ง แล้วยังพลัดหลงกับพี่สาวที่เป็นญาติเพียงคนเดียว ซึ่งไม่รู้เลยว่าจะตามหากันเจอได้อย่างไร ผมยังจำแววตาที่เศร้าหมองของเด็กชายอายุ เจ็ดแปดขวบ คนนี้ได้
ในขณะเดียวกันข่าวการประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนน้อยครั่งมากที่จะทำให้รู้สึกเศร้า
ดังนั้นความเศร้าเกิดได้เมื่อมีบางอย่างที่มันกระทบกับจิตใจโดยตรง คนจำนวนมากมีความอ่อนไหวกับโศกนาฏกรรมของเด็กน้อย แต่มีเกิดขึ้นน้อยกว่ากับผู้ใหญ่ที่เราไม่รู้จัก เด็กมากๆหรือยังไม่เกิดไม่คลอดบางครั้งยังไม่กระทบกับจิตใจมากเท่ากับเด็กอายุราวๆ สองสามขวบ จนถึงแปดขวบเก้าขวบ มีบางอย่างที่กระทำกับใจเราโดยตรง
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ติดตามมาพร้อมกับความเศร้าและมันใกล้เคียงกันมาก บางครั้งอาจจะแทบไม่รู้ตัว บางครั้งอาจจะแสดงออกออกมาชัดเจน ขึ้นกับเรื่องราวและความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณทำหรือไม่ได้ทำ นั่นคือความโกรธ
ความโกรธมักจะมาร่วมกับการสูญเสียเสมอ ผู้คนเพื่อนบ้านโกรธเกรี้ยวต่อฆาตกรที่พรากชีวิตคนรู้จักไป  ภรรยาโกรธคนเมาที่ขับรถชนดับชีวิตสามี ญาติๆโกรธหมอที่ช่วยชีวิตคนไข้ไม่ทันหรือวินิจฉัยผิดพลาด
สิ่งเหล่านี้วนเวียนอยู่เสมอ เป็นรูปแบบของการให้อภัยต่อสิ่งที่มีปัจจัยหรือเป็นผลกระทบที่ทำให้เกิดการสูญเสีย มีคนที่สามารถโกรธสิ่งของได้เพราะเป็นสาเหตุของการสูญเสีย สามารถทุบรถ หรือโยนสิ่งที่สร้างปัญหาทิ้ง เหตุเพราะคิดว่าสิ่งใดๆที่เกิดขึ้นมีเหตุมาจากสิ่งนั้น จนสุดท้ายแล้วจะมีกลุ่มที่เคลื่อนย้ายความโกรธรอบข้าง หันมาย้อนพุ่งเข้าใส่ตัวเอง มันเป็นรถคันนั้นที่เบรคแตกแท้ๆ แต่เราอาจจะป้องกันความสูญเสียนี้ได้ถ้าเราเอารถเข้าศูนย์เสียก่อนหน้านี้ มันเป็นเรือล่มที่พานักศึกษาจมน้ำ แต่ผู้เป็นพ่อคิดว่าตัวเองไม่น่าอนุญาตให้ลูกไปกับที่คณะเพราะปกติไม่เคยปล่อยให้ไปไหนแต่ครั้งนี้ให้เดินทางเป็นครั้งแรกก็มาเกิดเรื่องขึ้น
บทสนทนาเหล่านี้ที่มีกับตัวเองวนเวียนอยู่กับการกล่าวโทษในสิ่งที่ทำหรือไม่ได้ทำที่อาจจะป้องกันความสูญเสียได้ที่โยงเข้ากับตัวเองโดยตรง
แต่ถ้าการพูดกับตัวเองเปลี่ยนแปลงระดับเล็กน้อยจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการลูญเสียโดยตรง ไปยังสิ่งที่คาดว่าจะทำ หรือปรารถนาว่าจะได้ทำ ทันทีทันใดระดับของอารมณ์จะถูกปรับเป็นความเศร้า
พระพุทธองค์มิได้แบ่งความเศร้าไว้กับความเศร้า แต่จัดกลุ่มความเศร้าไว้กับความโกรธ เหตุเพราะว่ามันเป็นเพียงระดับของความโกรธที่แตกต่างกัน ผมคิดว่าตัวอย่างข้างต้นพอจะทำให้คุณเข้าใจได้ว่า เวลาที่คุณเศร้าคุณได้เปลี่ยนแปลงระดับของการ "ไม่ให้อภัย" ถ้าคุณไม่ให้อภัยสิ่งรอบข้างในระดับที่สูงมาก คุณก็กำลังโกรธสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ถ้าคุณกำลังไม่ให้อภัยตัวเองที่สร้างความสูญเสียขึ้นในระดับที่สูง คุณก็กำลังโกรธตัวเอง แต่ถ้าคุณกำลังกล่าวโทษตัวเอง ซึ่งก็คือการไม่ให้อภัยตัวเดียวกัน ว่าคุณ น่าจะได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้กับสิ่งที่คุณสูญเสียไป คุณก็กำลังเศร้านั่นเอง
หรือว่าคุณอาจจะมีความเศร้าได้ในอีกรูปแบบที่ดูเหมือนว่าไม่เกี่ยวข้องกับการไม่ให้อภัย คือตัวอย่างที่ผมยกไว้ข้างต้นเกี่ยวกับเด็กชายชาวซีเรียที่ทำให้ผมนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ซึ่งถ้าเราค้นลึกลงไปในความรู้สึกนััน ผมรับรู้เกี่ยวกับการเชื่อมโยงว่าถ้าเป็นเราคงจะรู้สึกว้าเหว่มากๆเลย ผมรู้สึกถึงความอยุติธรรมที่ตัวผมในเด็กคนนั้นได้รับ ผมกรีดร้องคำว่าทำไมอยู่ในใจเพราะผมรู้สึกว่าผมเข้าใจความทุกข์ของเขา ผมร้องไห้เพราะในขณะเดียวกันเชื่อมโยงกับลูกชายรุ่นราวคราวเดียวกันกับเด็กชาวซีเรียคนนั้นว่าถ้าเหตุการณ์นี้มันเป็นลูกของผมล่ะเขาจะเศร้าแค่ไหน ในเวลาชั่วขณะการเชื่อมโยงเหล่านี้เข้่ามากระทบตัวเราทำให้เราโกรธเคืองคนที่ผมไม่รู้จักที่สร้างความสงครามอันชั่วร้ายนี้ขึ้น ผมโกรธกระทั่งตัวเองที่หยุดมันไม่ได้ สุดท้ายแล้วผมก็เศร้าให้กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ความอ่อนไหวต่อสิ่งเหล่านี้มิใช่ว่าจะไม่ดีทั้งหมด บางคนบางกลุ่มใช้ความเศร้าต่อโศกนาฏกรรมเหล่านี้ผลักดันให้เกิดสิ่งต่างๆที่ดีขึ้น พวกเขาอาจจจะเรี่ยไรเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านี้ แต่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดกับเราทุกคน ไม่ใช่กับผมในวันนั้นเป็นอย่างน้อย ดังนั้นนอกจากรู้สึกดีที่คุณมีความเป็นมนุษย์ที่เห็นใจเพื่อนมนุษย์แล้ว ร่องรอยของความเศร้าเหล่านั้นจะไม่ช่วยอะไรเลย ไม่แม้กับเราและไม่แม้กับคนที่เป็นเหยื่อสงคราม
อาจดูไม่น่าฟังนัก แต่ถ้าเราไม่สามารถแปรความเศร้าความเห็นอกเห็นใจเป็นกำลังขับดันในบางกรณีแล้ว อย่างเช่น ฮิลลารี คลินตัน ที่แปรความเศร้าความเห็นอกเห็นใจในสวัสดิการของรัฐที่มีผู้เสียชีวิตโดยไม่จำเป็นไปเป็นล้านคน เป็นการผลักดันกฎหมาย โอบามาแคร์ ที่ครอบคลุมสวัสดิการให้กับผู้ด้อยการประกันตนมากขึั้น ถ้าเราไม่ใช่แบบนั้นผมว่าความเเศร้าเพียงจะสร้างร่องรอยหลุมของมันในใจเราและทำให้เราตกร่องความเศร้านั้นครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมิได้สร้างสิ่งใดให้ดีขึ้นมาได้ ผมจึงตั้งใจว่า ถ้ามีโอกาสใดที่ผมจะช่วยเหลือได้ผมจะให้ความช่วยเหลือตามกำลังแล้วทิ้งความเศร้าหมองนั้นไป
เราไม่สามารถทำสองสิ่งนีั้ในเวลาเดียวกัน คือมีความเศร้าไปด้วยแล้วสร้างเรื่องดีๆไปด้วยได้ เราไม่สามารถเศร้าไปด้วยทำงานให้ดีไปด้วย เราไม่สามารถเศร้าไปด้วยขับรถอย่างตั้งใจไปด้วยได้
เราอาจสร้างผลกระทบซ้ำได้ๆถ้าเราไม่เลิกที่จะไม่ให้อภัยตัวเราเองหรือ ถ้าเราไม่หยุดความคิดเกี่ยวกับ ไม่น่าทำอย่างนั้นเลย ในที่สุดคุณอาจจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปอีกแล้วก็ต้องใช้คำว่า ไม่น่าทำลงไปอย่างนั้นเลย ซ้ำแล้วซ้ำอีกวนเวียนกันไป
บางครั้งคุณใช้ความเศร้าทำให้คุณรู้สึกดี มันเป็นเรื่องประหลาดที่ความเศร้าทำให้คุณรู้สึกดีได้ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีแต่อย่างใด ถ้าหากคุณสูญเสียคนรักไปและคุณก็ประคองกอดความทรงจำเกี่ยวกับความเศร้านั้นเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เช่นคุณอาจจะกลับไปที่ที่คนรักกับคุณสัญญาว่าจะไปทุกปี แล้วร้องไห้คนเดียวอย่างขมขื่น นั่นเป็นเพราะคุณกำลังเศร้า แต่ว่ามันกับทำให้คุณรู้สึกดีอย่างประหลาด เพราะว่าคุณได้ทำตามบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายคลึงกับการมีสัตยาบันในตนเอง ว่าคุณจะต้องคิดถึงและเศร้าเกี่ยวกับคนรักของคุณทุกปีๆ หรือทุกๆวัน เพราะมันทำให้คุณรู้สึกถูกและดีที่ได้เศร้า มันทำให้คุณมีเครื่องหมายของรักแท้และแน่นอนคุณมีความถูกต้องเต็มเปี่ยมในการมีรักแท้ ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณกำลังได้เสพติดมัน เพราะมันทำให้คุณเป็นฝ่ายถูกในเรื่องที่คุณกำหนดเอง จุดสังเกตนี้ไม่ยากนัก ถ้าคุณตกอยู่ในกับดักของความเศร้านี้ เวลาคุณเห็นใครมีรักครั้งใหม่คุณจะมีเสียงแว่วสนทนากับตัวเองว่าคนผู้นั้นช่างน่ารังเกียจหามีรักแท้ไม่ ความเศร้าเสพติดนี้อาจจะปรับเป็นเรื่องอื่นๆได้เช่น เมื่อคุณสูญเสียบิดา แล้วในบรรดาพี่น้องคุณเป็นคนเดียวที่เศร้าอยู่ แล้วคุณรู้สึกขัดเคืองที่คนอื่นๆไม่รู้สึกเศร้าเสียใจแล้ว คุณก็กำลังเสพติดมันในฐานะผู้ถูกอยู่ในขณะนั้น
ถ้าคุณหลุดจากความเศร้านี้ได้จริง เรื่องราวแม้ว่าจะเหมือนเดิมแต่รายละเอียดของอารมณ์จะแตกต่างกันเล็กน้อย คุณอาจจะย้อนกลับไปที่เดิมที่คนรักของคุณและคุณไปทุกปี แต่คุณไปเพื่อยิ้มให้กับความทรงจำดีๆเหล่านั้น แต่เชื่อเถอะว่าหากคุณสามารถไปมีกิจกรรมอื่นๆได้แทนโดยไม่รู้สึกผิดอะไรเลยเพราะว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่า นั่นคือวันที่สามารถพูดได้เต็มปากว่ากับดักความเศร้านี้ไม่สามารถทำอะไรคุณได้ และความทรงจำดีๆทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณสูญเสียไปได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังเพื่อใช้ชีวิตในวันข้างหน้าให้ดีขึ้น และสำคัญที่สุดคือสามารถที่จะรองรับความเศร้าครั้งใหม่ๆได้ดีขึ้น
ความเศร้าเป็นสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้า เราไม่มีวันหลีกหนีมันได้ ตราบเท่าที่เรามีสิ่งที่รัก ตราบเท่าที่คุณยังเป็นปถุชนคนธรรมดา มันจะอยู่ตรงหน้านั้นรอวันเราเดินไปถึง ณ จุดนั้น และที่นั่นถ้าคุณเตรียมตัวมาดีพอ คุณจะรับมือมันอย่างเท่าทัน มันไม่เป็นไรหรอกที่เราจะหล่นเข้าไปในหลุมแห่งความเศร้าตราบเท่าที่คุณรู้อยู่ตลอดเวลาว่าคุณจะออกจากมันมาได้อย่างไร และคุณจะเปลี่ยนมันเป็นพลังได้อย่างไร
ขอความศร้าจงมาสู่คุณและจากไปโดยที่คุณเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตในวันไหม่