Wednesday, November 30, 2016

มุมหนังสือที่ยับ

วันนี้เป็นวันดีวันหนึ่ง ที่เหมาะสมจะหาหนังสือสักเล่มที่ผู้เขียนมีความสนใจเป็นการส่วนตัว หนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งในความชื่นชอบนั้น แม้ว่าปัจจุบัน youtube ได้เป็นส่วนสำคัญในการเผยแพร่สาระดีๆเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากมาย แต่เนื้อหายังไม่ใคร่จะลึกนัก อาจจะด้วยว่า จำเป็นต้องให้ความรู้ในวงการ และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการค้นคว้าศึกษาเพิ่มต้นเท่านั้น จึงไม่ความจำเป็นอันใดที่จะต้องกล่าวเจาะลงไปในรายละเอียดที่อาจจะมีตนจำนวนน้อยสนใจ
ผู้เขียนจึงออกไปตามร้านหนังสือเพื่อค้นหาเล่มที่ถูกใจสักเล่ม จึงได้พบว่าปัจจุบันแม้เราจะมีร้านหนังสือเป็นตัวเลือกมากมาย แต่กลับไม่มีร้านใดที่ใส่ใจจริงจังกับกการมีหนังสือวิทยาศาสตร์แท้ๆ ที่ไม่ใช่วิทย์เพื่อการสอบการติว เพื่อให้สามารถชนะการแข่งขัน หนังสือพวกนั้นมีการคำนวนที่จำกัดและไม่ได้ความรู้พื้นฐานอะไรประกอบเพื่อความเข้าใจที่แท้จริงเลย

แต่ยังดีที่มีร้านหนังสือเล็กๆอยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งมีหนังสือวิทยาศาสตร์แท้ วางอยู่ในร้านถึงสามเล่ม ราคาก็ค่อนข้างแพงทถ้าเทียบกับแมกกาซีนทั่วไป แต่หากให้นำแมกกาซีนสี่ถึงห้าเล่มมารวมกัน เพื่อให้มีมูลค่าทางการค้าเท่ากัน แต่ยังไม่อาจเทียบกันในทางมูลค่าของความรู้ได้เลย
ผู้เขียนเลือกมาเล่มหนึ่ง ชื่อ The Discoveries วิทยาศาสตร์มหัศจรรย์แห่งการค้นพย เป็นการรวบรวมการค้นพบอันยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์มารวมกัน 25อย่าง 25 บทด้วยกัน
ผู้ขายบรรจุหนังสือไว้ในถุงพลาสติกอันแน่นหนา เพื่อปกป้องหนังสือไว้ พอจ่ายเงินเสร็จสรรพแล้วผู้เขียนก็คว้ามันเดินจากมาด้วยความยินดี
ยังไม่ได้เปิดอ่านจนกระทั่งมาถึงบ้าน เพื่อเปิดอ่านด้วยความกระหยิ่มใจ แต่พลันที่เปิดหนังสือก็พบว่า ปกหน้าด้านล่างนั้นยับ มันยับในแบบที่พับไปมาได้ ไม่ใช่เพียงแต่บิดงอ หรือสันบี้เล็กน้อย แต่เป็นพับไปมาได้เพียงแต่ไม่ขาดจากหัน ระยะพับนั้นลึกเข้ามาไม่เกินเล็บของนิ้วก้อย
ผู้เขียนบอกตัวเองว่า ปกหนังสือมันไม่ใช่สาระสำคัญอะไรเลย ตัวอักษรด้านในต่างหากจึงสำคัญอย่างแท้จริง
หนังสือที่ใช้เงินมากกว่าซื้อนิตยสารสี่ห้าเท่าเล่มนี้ ถามว่าถ้ามีแค่ปกสวยผู้เขียนคงไม่ซื้อมาอ่านแน่ เราซื้อเพราะเราอยากได้เนื้อหาที่อยู่ข้างในมิใช่หรือ หลังจากบอกตัวเองแล้ว จึงพยายามอ่านเนื้อหา ซึ่งที่จรืงก็ยากอยู่ แต่ก็พอที่จะเข้าใจเนื้อเริ่องเบิ้องต้นได้ แต่ในขณะนั้นเองผู้เขียนพบว่า มือข้างซ้ายของผู้เขียนกลับลูบคลำมุมหนังสือที่ยับนั้นอยู่ตลอดเวลา
นี่เป็นครั้งแรกที่จับความรู้สึกได้ว่า ไม่ว่าเนิ้อหาของมันจะลึกซึ้งหรือน่าสนใจอย่างไร แต่ตัวผู้เขียนกลับไม่สามารถหยุดความคิดเกี่ยวกับมุมหนังสือที่หักงอนั้นได้ลย
แม้ว่าพยายามทิ้งความรู้สึกผิดหวังไปแต่ว่ามือข้างซ้ายกลับลูบคลำไม่หยุดหย่อน

เชื่อว่าหลายๆคนก็คงเคยคุ้นกับความรู้สึกนี้ ความรู้สึกได้รับอันไม่สมบูรณ์ มักจะเกิดขึ้นในตอนที่ไม่คาดฝัน คุณต้องการรถใหม่ที่มีความสใบูรณ์พร้อม แต่ว่าในวันที่ไปรับรถ คุณพบว่าเข็มไมล์ขึ้นมามาก เนื่องจากรถคันนี้ถูกขับออกมาจากศูนย์อีกแห่งหนึ่งมายังศูนย์ที่คุณออกรถ เข็มไมล์ที่ขี้นมานั้นแม้ไม่มากมาย แต่ก็รบกวนความคิดของคุณอยู่นานทีเดียวกว่าที่จะยอมรับมันได้
หรือตอนที่คุณซื้อมือถือใหม่ พอติดฟิล์มป้องกันหน้าจอไปแล้ว มาพบในภายหลังว่ามีฟองอากาศเล็กๆเหลืออยู่ภายใต้ฟิล์มบางๆนั้น ตลอดทั้งวันคุณก็เฝ้าแต่จะเห็นจุดเล็กๆนั้นทุกครั้งที่ใช้งาน

ตลอดชีวิตนี้ไม่ทราบมีกี่ครั้งที่ รอยยับที่มุมหนังสือ สร้างความหงุดหงิด และขโมยช่วงเวลาดีๆของเราไป ถ้าเพียงเราสามารถมองข้ามรอยด่างในความสมบูรณ์ในจินตนาการที่เราสร้างขึ้นได้ เราจะได้รับช่วงเวลานั้นกลับคืนมา

ผู้เขียนตัดสินใจวางหนังสือลง แล้วทำความเข้าใจกับตัวเอง
ที่แท้แล้วคุณค่าของสิ่งต่างๆอยู่ที่ไหน ที่สำคัญกว่านั้นคือ เราเป็นผู้ให้คุณค่า คุณค่าจึงเป็นภาพลวงตา วันนี้เราอาจวุ่นวายใจกับ มุมหนังสือที่ยับ รอยตรงขอบกันชนรถ กล่องไอโฟนที่บุบ หรือความล่าช้าของการเสิร์ฟอาหารในร้านหรู
สุดท้ายแล้วในวันพรุ่งนี้ สิ่งเหล่านั้นก็ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เราสามารถอ่านหนังสือเล่มนั้น ขับรถคันนั้น หรือใช้ไอโฟน หรือบริการร้านอาหารอื่นๆ ต่อไปโดยไม่แม้แต่จะคิดถึงมันอีก
แต่ที่มันฝากเอาไว้คือ รอยแหว่งในช่วงเวลา และ ตะกอนที่ตกค้างอยู่ในจิตใจ วันใดที่เกิดเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกัน มันก็พร้อมที่จะผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก และพรากความสุขไปจากช่วงเวลาต่างๆไม่จบไม่สิ้น

ผู้เขียนเรียนรู้ว่า นี่ไม่ใช่มุมมอง หรือการคิดบวกที่จะแก้ปัญหา การคิดบวกคือการพยายามหาข้อดีในเรื่องที่เกิดขึ้น บางครั้งมันเหลื่อมหรือใกล้เคียงมากกับการสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมาปิดทับเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น

มุมหนังสือที่ยับเหรอ หนังสือที่มีค่าเล่มนี้น่ะ ควรจะมีใครสักคนหยิบมาสินะ ไม่เช่นนั้นมุมยับอย่างนี้ใครจะเอาไปจากร้านล่ะ มันจะได้มีประโยชน์ไม่เป็นเพียงหนังสือที่ถูกลืมบนชั้นวาง

แต่มันใช่เรามั้ยล่ะ ที่สมควรได้มันมา แล้วเราก็ไม่ได้เลือกเสียด้วยที่จะหยิบมัน แต่มันเป็นเพราะเราไม่เห็นมันก่อนและเราไม่มีทางเลือกนี่นา

จะเห็นว่า การมองในแง่ดี การคิดบวก ไม่ได้ช่วยจัดการเรื่องที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เหตุการณ์เหล่านั้น มันเป็นเพียงแค่ การปิดทับ ฉาบผิว ทาสี ปิดบังริ้วรอยอันน่าชังไว้ข้างใต้
หากวันใดสีที่ทาหลุดลอกออกไป ริ้งรอยอันน่าชิงชังน่าเปิดเผยออกมา แม้แต่การคิดบวก ยังจะถูกเราด่าทอและเกรี้ยวกราดใส่อย่างรุนแรง

ทางเลือกที่ผู้เขียนเริ่มใช้ ก็คือ มองมันอย่างเข้าใจ และเข้าใจถึงความเจ็บปวด ความขุ่นข้องที่ไม่บรรเทาเบาบางในช่วงแห่งกาลนั้น แต่ก็เข้าใจเช่นกันว่าวันพรุ่งมันจะจางหาย
สุดท้าย มุมหนังสือที่ยับ จะเป็นร่องรอยของการระลึกถึงในการรู้เท่าทันตัวเอง เป็นเครื่องหมายของการเติบโต

จงมาทำเครื่องหมายนั้นอย่างเบิกบาน
มุมหนังสือที่ยับ มุมนั้น...

Wednesday, October 19, 2016

ฉันอายุ 43 ปี

ฉันอายุ 43 ปี แล้ว
ตัวฉันในอนาคตจะมองตัวฉันในตอนนี้อย่างไรนะ
ตัวฉันจะมองตัวฉันเองได้อย่างภาคภูมิใจหรือเปล่านะ
ถ้าตอนนี้ฉันอยากจะพูดอะไรกับตัวเองในอีก  10 ปีข้างหน้า ฉันอยากจะพูดว่าอะไรนะ
คำถามเหล่านี้ดูง่ายๆแต่สำหรับฉันแล้วตอบยาก
มองย้อนไปสิบปีที่แล้ว ฉันไม่เห็นเลยว่าคนคนนั้นจะนำพาทิศทางของชีวิตฉันไปได้อย่างดีเพื่อมาสู้ที่ตรงนี้สักเท่าไหร่
เขาทำอะไรอยู่นะ เขายังสับสนวุ่นวายกับการค้นหาตัวเองว่าขีวิตจริงๆแล้วต้องการอะไร
เขาทำอะไรอยู่นะ เขากำลังพยายามสร้างชีวิตที่ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองสักเท่าไหร่
เขาทำอะไรอยู่นะ เขาเสียเวลาไปกับเรื่องหลายๆอย่างที่ได้ส่งเสริมความสามารถที่จะเปิดพื้นที่ใหม่ๆในชีวิต
แล้วฉันในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าจะมองฉันในตอนนี้อย่างไรนะ
ฉันก็ไม่รู้ดอก แต่ฉันเชื่อว่าคนคนนั้นก็จะมีบางสิ่งบางอย่างที่เหนือไปกว่าฉันในตอนนี้ คนคนนั้นจะได้เปิดพื้นที่ใหม่ๆให้กับชีวิตอีกหลายทิศทางและแง่มุม
ดังนั้นฉันในตอนนี้คงไม่อาจที่จะคาดการณ์ได้ว่า ฉันในอีก10ปีข้างหน้าจะให้ความเห็นอย่างไรกับฉัน
แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันจะพูดอะไรกับเขา
ฉันจะพูดว่า ฉันในตอนนี้ยังมะงุมมะงาหราอยู่กับการเปิดความคิดใหม่ๆของตัวเอง ฉันยังสับสนอยู่ในบางเวลา ให้อภัยฉันเถิดที่ฉันอาจจะไม่สามารถพาเธอไปได้ไกลกว่าที่มีโอกาสสำหรับเธออยู่
ฉันจะพูดว่า ฉันยังกล้าๆกลัวๆอยู่ที่จะไขว่คว้าโอกาสบางอย่าง มันอยู่ตรงหน้าฉัน แต่ฉันตอนนี้กลัวความไม่แน่นอนและการตัดสินใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการงานอาจจะมีผลกระทบกับครอบครัว ได้โปรดให้อภัยฉันเถิด ที่ฉันอาจจะไม่สามารถพาเธอไปในที่ที่เธอใฝ่ผันได้
ฉันจะพูดว่า ฉันยังไม่สามารถควบคุมความคิดของฉันได้ทั้งหมดบางครั้งมันจึงเสียเวลาไปกับเรื่องบางเรื่องที่ไม่ได้มีส่วนสำคัญกับชีวิต และไม่ได้นำพาไปยังจุดหมายใดๆอยู่ ดังนั้นได้โปรดเห็นใจฉันเถิด ที่ฉันไม่อาจจะรวบรวมพลังทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวเพื่อก้าวไปได้อย่างเหมาะเจาะและรวดเร็วจนอาจทำให้เธอยังมองไม่เห็นความสำเร็จในเวลาของเธอได้
แต่อย่างน้อยเฉันในตอนนี้ยังเงยหน้ามองอยู่เสมอว่าจุดหมายที่เราต่างต้องการด้วยกันทั้งคู่นั้นมันอยู่ตรงไหน
และอย่างน้อยฉันในตอนนี้ก็ยังมุ่งมั่นที่จะก้าวไปในทีละน้อยทีละน้อย และตั้งใจแล้วว่าจะไม่ถอยหลัง หากว่าจะล้มลงฉันก็จะลุกขึ้นยืนใหม่เพื่อที่ว่าจะได้เข้าไปใกล้จุดหมายอีกนิดในวันถัดไป
เพราะฉะนั้นแล้ว ฉันในอีก10ปีข้างหน้าไม่ว่าสามารถไปถึงจุดไหนก็ตาม ส่วนหนึ่งแล้วเป็นเพราะว่าฉันในตอนนี้ที่ก้าวไปอย่างทุลักทุเลแต่ไม่ได้ยอมท้อถอยมิใช่หรือ ดังนั้นไม่ว่าฉันจะดูน่ารังเกียจเพียงไร หรือฉันจะดูโง่เขลาเพียงไรสำหรับเธอแล้วละก็ ได้โปรดอภัยให้ฉันเถิดเพราะฉันได้ทำทุกอย่างเท่าที่สติปัญญาและกำลังในปัจจุบันของฉันเอื้ออำนวยให้แล้ว
เขียนถึงตอนนี้ ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่า ฉันอยากจะบอกอะไรกับฉันใน10ปีที่แล้ว
ฉันให้อภัยเธอนะ ที่เธอเสียเวลาไปกับเรื่องมากมายที่ไม่มีประโยชน์อะไรและเป็นโทษในบางครั้ง
ฉันให้อภัยเธอนะ ที่บางครั้งเธออ่อนแอจนไม่เป็นตัวของตัวเองและยังอ่อนแอเช่นนั้นซ้ำซากหลายครั้งหลายครา
ฉันให้อภัยเธอนะ ที่เธอโง่เขลาจนไม่เข้าใจว่าชีวิตของเธอต้องการอะไร
แต่ว่าฉันต้องกลับขอบคุณเธอต่างหาก เธอได้ทำเรื่องมากมายที่ไม่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ แต่เธอก็รู้สึกเสียใจและพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะแก้ไขมัน
แล้วฉันก็ต้องขอบคุณเธอที่่ถึงเธอจะอ่อนแอและอ่อนไหว แต่เธอก็เจ็บใจตัวเองและไม่ยินยอมให้ตัวเองเป็นเช่นนั้นเธอเฝ้าหาทางแก้ไขที่บางครั้งถึงมันจะดูโง่ๆไปบ้างแต่มันก็ช่วยให้เธอได้เรียนรู้ ถึงเธอจะทำผิดซ้ำซากด้วยความอ่อนแอนั้นแต่เธอก็ไม่เคยที่จะหยุดเรียนรู้เกี่ยวกับมัน ขอบคุณมากนะที่เธอไม่ยอมแพ้
และฉันก็ยังต้องขอบคุณเธออีกเรื่อง ที่เธอเข้าใจมาตลอดว่าเธอยังไม่ดีพอเธอจึงทำเรื่องโง่เชลาไปบ่อยๆ ฉันดีใจที่ถึงแม้เธอจะไม่รู้ตัวอยู่หลายวันหลายคืน แต่เมื่อเธอลดความหยิ่งผยองได้เธอก็ยอมรับแต่โดยดีว่ามีบางอย่างที่เธอไม่รู้และเขลานัก มันช่วยให้เธอได้พัฒนาตัวเองจากจุดที่เธอไม่รู้นั้น ไม่เป็นไรหรอกนะถึงเธอจะยังกลับมาชูคอหยิ่งผยองอย่างน่าสมเพชที่ไม่รู้ความจริงในข้อนั้น แต่มันเป็นเส้นทางที่เธอต้องเดินมา ฉันไม่รู้จะขอบคุณเธออย่างไรดีในตอนที่เธอยอมรับมันซ้ำแล้วซ้ำอีก และก่นด่าตัวเองซ้ำซาก ฉันไม่รู้จะบอกยังไงดี แต่มันทำให้เธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ฉันดีใจที่เธอไม่ปิดประตูแล้วบอกว่าฉันจะไม่แก้ไขอะไรเพราะมันเป็นทางของฉัน
ขอบคุณจริงๆที่เธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขอบคุณมากที่พาฉันมาตรงนี้
ถ้าเธอไม่ได้เติบโต ถ้าเธอตอกประตูปิดตายต่อการค้นหาตัวเอง ฉันในตอนนี้ยังนึกไม่ออกว่าตัวเองจะเป็นเช่นไร
ถึงตรงนี้ ฉันแน่ใจแล้วว่า ฉันใน10ปีช้างหน้าจะต้องขอบคุณฉันในตอนนี้เช่นกัน
ฉันในอีก 10 ปีข้างหน้าจะภาคภูมิใจในฉันในตอนนี้ และจะถ่อมตนเพราะเข้าใจว่าเขาไม่ได้อยู่ในจุดนั้นได้โดยลำพัง
เขาอยู่ในจุดนั้นได้เพราะฉันในตอนนี้จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อให้เขาได้ยืนอยู่ในจุดที่เขาเป็นที่ไกลกว่าฉันในตอนนี้
เขาอยู่ในจุดนั้นได้เพราะฉันใน10ปีที่แล้วไม่ยอมแพ้ที่จะพัฒนาตัวตนของตัวเอง

ฉันอายุ 43 ปีแล้ว และฉันยังต้องเดินทางอีกไกล แต่ฉันยินดีนะที่จะเดินต่อ