Tuesday, March 14, 2017

นอกจากมีเวลาสำหรับหน้าที่แล้ว ต้องมีพื้นที่สำหรับความฝัน

มีเวลาสำหรับทำหน้าที่ในบทบาทที่ถูกกำหนดแล้ว คนเราควรมีเวลาเหลือพอสำหรับทำในสิ่งที่ฝัน
มันเป้นเรื่องที่แน่นอนว่าคนเราต้องมีหน้าที่ที่จะทำสิ่งต่างๆตามความเหมาะสม และตามความรับผิดชอบ มนุษย์ที่ทิ้งความรับผิดชอบนั้นจะไม่สามารถทำตามความฝันได้อย่างสมบูรณ์ ความยิ่งใหญ่ของไอสไตน์ไม่ได้มาจากจินตนาการเกี่ยวกับอวกาศอย่างเดียว แต่มีคนน้อยมากที่ทราบว่า ไอสไตน์นั้นเดิมพันความรู้และความสำเร็จของตัวเองไว้กับความรับผิดชอบด้วย เขาขอหย่ากับภรรยาคนแรกและต้องจากลูกๆที่เขารัก ด้วยเดิมพันว่า เขาจะต้องได้รางวัลโนเบลและจะมอบรางวัลทั้งหมดให้กับมิเนอว่า ภรรยาที่เขาขอหย่า แล้วเขาก็มุ่งมั่นทำตามความฝันของเขาจนทำมันได้สำเร็จ และได้มอบเงินรางวัลนั้นให้กับครอบครัวอย่างที่ตั้งปณิธานไว้ ผมคิดว่าหากไอสไตน์ทอดทิ้งครอบครัวไปเฉยๆ โดยไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆเลย มันมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขาจะประสบความล้มเหลว ตรงกันข้ามการทำสัญญาพร้อมกับความรับผิดชอบนี้ กลายเป็นแรงผลักดันของทุกวินาทีเพื่อที่จะให้งานสำเร็จ คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเขาต้องเพียงทำงานในห้องของเขาแล้วคิดให้ออกว่าข้างนอกนั่นมีอะไรกันแน่ แต่ทว่าสิ่งที่จำเป็นกลับเป็นข้อพิสูจน์ที่สามารถตรวจวัดได้ ทำให้ไอสไตน์ต้องพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้นักดาราศาสตร์คนอื่นๆทดลองพิสูจน์สิ่งทีเขาคิด ในที่สุดมันก็สำเร็จ ลองคิดดูว่าถ้าเขาไม่มีเดิมพันความรับผิดชอบไว้ ความฝันที่วางไว้ก็อาจจะไม่สำเร็จ
ตัวอย่างของไอสไตน์อาจจะไม่ได้ดีที่สุด สำหรับคนที่ต้องมีเวลาทำหน้าที่และมีเวลาสำหรับความฝัน เพราะว่าเขาหน้าที่่การงานของเขากับความฝันของเขามาบรรจบกันในเวลาส่วนใหญ่ของชีวิต แต่ว่าก็เป็นตัวอย่างสำคัญของคนที่ไม่ทิ้งความฝัน
หน้าที่คืออะไรนั้นหรือ หน้าที่คือสิ่งที่เราเลือกทำเพื่อตอบสนองต่อบทบาทที่ถูกกำหนดขึ้นโดยคนรอบข้าง มันก็ดีอยู่ที่ถ้าหากเราสามารถปรับหน้าที่ตามบทบาทที่ถูกกำหนดไว้ ให้กลายเป็นความฝัน เปลี่ยนให้มันกลายเป็นสิ่งที่อยากทำตั้งแต่แรก สำหรับบางคน อาจจมีความฝันที่อยากจะเป้นคนรัก หรือคนที่ถูกรัก แต่อาจจะไม่ได้ยินยอมพร้อมใจที่จะกลายเป็นสามี หรือภรรยา หรือแม้กระทั่งมิได้มีความฝันว่าจะเป็นพ่อหรือเป็นแม่ จริงอยู่ที่ว่าการมีบุตรเราสามารถมอบความรักได้ทั้งหมด แต่ว่า มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราอยากจะเป็นบทบาทนั้นตลอดเวลา มีช่วงเวลามากมายที่อยากจะเป็นแค่สาวโสดที่สามารถไปเที่ยวไหนต่อไหนคนเดียว แทนที่จะต้องอยู่ในครัวทำอาหารจนหน้ามัน หรืออยากเป็นหนุ่มโสดที่ออกไปเที่ยวผับตอนกลางคืนดื่มเบียร์กับเพื่อนแทนที่จะต้องสอนการบ้านลูก  ดังนั้นหน้าที่จึงเป็นกรอบจากผู้คนรอบข้างที่มีความคาดหวังกับเราโดยตรง และบ่อยครั้งมากๆ ที่เรากำหนดกรอบเหล่านั้นด้วยตัวของเราเอง ไม่นับว่าในขณะที่ทำหน้าที่นี้เรามีความสุขหรือไม่ แต่เมื่อมันเป็นสิ่งที่เป็นกรอบเรามีแนวโน้มว่าจะมองมันเป็นภาระและสิ่งที่ต้องทำ เมื่อนั้นการเดินทางนั้น อาหารนั้น ลูกคนนั้น สามีคนนั้น งานนั้น ก็เริ่มที่จะห่างออกไปจากการเป็นความฝัน
แล้วความฝันมันคืออะไร มันไม่ใช่งานที่เฝ้าใฝ่ฝันว่าจะได้ทำหรอกหรือ มันไม่ใช่อาชีพหมอที่อยากเป็นละหรือ มันไม่ใช่การหลบหนีมาอยู่ตามบ้านไร่ชายทุ่งหรือไง ความฝันมันมีลักษณะเฉพาะของการคาดหวัง เรามักจะวาดฝันบางอย่าง แต่เมื่อมันมาถึงมันมีรายละเอียดของความเป็นจริง คนเรามักจะมองข้ามจุดหมายที่เดินมาถึง
แล้วไปใส่ใจรายละเอียดที่เคยไม่มีความหมายและไม่จำเป็นมาก่อน
สำหรับความฝันที่ยังไม่สำเร็จ มันเป็นสิ่งที่ห่างไกลออกไปอีกชั้นหนึ่งต่อความพึงพอใจในตัวเอง หลายๆคนจัดความฝันเป็นเรื่องรอง ผมอยากจะเล่าความฝันของผมที่จะเขียนนิยายเรื่องหนึ่งให้สำเร็จ ถ้าจำไม่ผิดพล็อตหลักของเรื่องถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ผมอายุยี่สิบเก้า ผมเริ่มเขียนมันตอนอายุสามสิบเอ็ด ใช้เวลาเดินทางถึงสองปีเพื่อจะเริ่มเขียนมัน จนปัจจุบันก็ยังเขียนไม่เสร็จ อาจจะมีข้ออ้างได้อีกหลายอย่าง เช่นโครงเรื่องที่ยาวมากๆ ความซับซ้อนของเนื้อหาเองบางทีก็ทำให้หาเหตุผลให้กับตัวละครไม่ได้ และอื่นๆอีกมากมาย แต่อย่างหนึ่งที่ยังไงก็แล้วแต่ที่ผมต้องยอมรับก็คือ ผมไม่ได้วางความฝันไว้ที่ลำดับแรก ในขณะนี้แม้ว่าผมจะยังทำมันไม่เสร็จแต่ที่มันสำคัญก็คือ ผมได้วางความฝันไว้ในลำดับต้นๆที่เราต้องจัดการมัน ตอนที่เริ่มต้นเขียนบทความ มันเป็นการเริ่มต้นของการสานต่อความฝันด้วย ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่าในทุกๆวันผมจะต้องคืบหน้าไปเรื่อยๆ ผมจะไม่ปล่อยให้ความฝันมันหยุดอยู่กับที่ การแช่แข็งความฝันส่วนตัวนั้นไม่ต่างกับการที่เฉือนเนื้อของตัวเองทีละน้อยๆ จนในที่สุดกว่าจะรู้ตัวเราก็จะเหลือแต่เพียงกระดูกที่กองที่พื้น ความมีชีวิตชีวาที่จะค่อยๆหายไปเรื่อยๆ ดังนั้นไม่ว่าความฝันของคุณจะเป็นอะไรสิ่งที่ต้องทำก็คือรักษามันไว้และเงยหน้ามองเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญานของคุณเอง อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเป้าหมายเองก็ดูราวกับว่าจะเกินเอื้อม แต่ในฐานะของมนุษย์ปถุชน คุณไม่มีทางเลือกอื่น หากว่าคุณไม่มองดูที่ความฝันอยู่ตลอดเวลา คุณจะค่อยๆสูญสิ้นความคิดเกี่ยวกับตัวเองๆไปทีละน้อย ความพยายามที่จะบอกว่าเราต้องเสียสละตัวเอง ต้องให้ความคิดเกี่ยวกับการมีการได้ของตัวเองน้อยลงเพื่อที่จะก้างไปสู่จุดที่อยู่เหนือโลกได้นั้น มันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ แต่ถ้าคุณยังทำงานกับตัวเองไม่จบ การที่จะไปเหนือโลกได้นั้นอาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าทุกครั้งที่คุณพยายามจะเป็นอย่างนั้นแล้วหวนกลับมากล่าวโทษต่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว คุณควรตระหนักว่าความฝันที่ขาดวิ่นของคุณมันยังฉุดรั้งตังคุณเองอยู่ ดังนั้นคุณต้องทำหน้าที่ที่มีต่อความฝันของตัวเองให้ครบถ้วนเสียก่อน นอกเสียจากว่าคุณมีสภาวะเหนือโลกเป็นความฝันอันเดียวของคุณ นั่นเป็นทางเดียวที่คุณจะทอดทิ้งภาะที่มีต่อตัวเองนี้ได้
สำหรับคนที่ยังต้องใช้ชีวิตต่อสู้กับเรื่องราวต่างๆในชีวิต ต่างประสบความทดท้อทรมานกับสิ่งรอบข้างกันทั้งนั้น ราวกับว่ากำลังเดินอยู่ในหล่มโคลน ทุกคนล้วนต้องการกำลังใจที่จะเหวี่ยงขาให้ก้าวไปข้างหน้า ทุกๆครั้งที่หยุดยืนอยู่จะพบว่าการก้าวเดินต่อไปดูคล้ายจะยากขึ้นทุกที ยิ่งเดินช้ายิ่งหยุดยั้งเนิ่นนานโคลนเลนที่ฉุดรั้งยิ่งพอกหนา ถ้าคุณมีใครที่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน ถือว่าคุณโชคดีมาก แต่คนโดยมากไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทางเดียวที่คุณจะมีพลังของตัวเองที่จะก้าไปไม่หยุดยั้ง คือคุณต้องไม่ทิ้งความฝัน ดังนั้นถ้าหากคุณไม่มีใครเลย แม้ว่าจะเป็นอย่างนั้น ก็จงเงยหน้ามองไปยังความฝันเสมอ เพราะสำหรับคนแล้ว มีเพียงความฝันที่เด้นชัดในความมืดมนทุกรูปแบบ
มีเวลาสำหรับหน้าที่ประจำแล้ว จงเก็บพื้นที่ของความฝันและคืบหน้าให้ใกล้มันอยู่เสมอ

Tuesday, February 28, 2017

ความโกรธทำลายทุกสิ่ง แต่ความเกลียดทำลายทุกอย่าง

ความโกรธทำลายทุกสิ่งที่สร้างมา แต่ความเกลียดทำลายทุกอย่างที่เหลืออยู่
ที่จริงแล้วไม่อยากพาดพิงถึงเขาคุณน็อต ที่เพียงข้ามคืนก็มีชื่อสกุลที่คนมากมายเรียกขานกัน คือ กราบรถกู
นี่เพราะมีคนกล่าวถึงเขาไว้มากมายหลายแห่งแล้ว ทั้งคนที่ประนามและคนที่เห็นอกเห็นใจกับวิบากกรรมที่ได้รับ แต่ที่ต้องพาดพิงถึงก็เพียงเพื่อความเข้าใจได้โดยสะดวกแบบเห็นภาพโดยง่ายเท่านั้น ไม่มีเจตนาเพื่อประนามใดๆ ผมว่าเท่านี่ก็มากเกินพอแล้ว
กล่าวโดยรวบรัดก็คือ รถของุณน๊อตถูกชนท้ายโดยรถมอเตอร์ไซค์ แล้วด้วยความเข้าใจคิดว่าคนขับต้องการหลบหนี จึงไปลากคอคนขับมาทำร้ายและให้กราบ รถที่ตัวเองรัก ขนเป็นที่มาของ วลีว่า กราบรถกู หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปเรื่องนี้คงโด่งดังอยู่ไม่กี่วัน หลังจากดำเนินการทางกฎหมายแล้วคงเงียบหายไป แต่บังเอิญว่าคุณน๊อตเป็นดาราที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง จึงทำให้ตกเป็นข่าวใหญ่และมีการเรียกร้องให้ออกมารับผิดชอบกันอย่างชนิดที่เรียกว่าถล่มทะลายกันในโลกโซเชียล นับจากวันเกิดเรื่องจนถึงวันที่เขียนนี่จะครบอาทิตย์แล้ว จนได้รับโทษทางวินัยจากต้นสังกัด รับโทษจากสังคม รับโทษอันจะเกิดในทางคดี เรื่องราวก็ยังไม่จบ
ผมไม่สนับสนุนความรุนแรงที่คุณน็อตทำไป ทำด้วยความโกรธ ที่ค่อนข้างรุนแรงเหมือนไฟไหม้ป่า จนไม่ทันได้ยั้งคิดว่าจะเกิดผลอย่างไรในอนาคต
ความโกรธเพียงชั่วครู่นั้นได้ทำลายหน้าที่การงานที่พากเพียรในเวลาร่วมสืบปี ความโกรธจึงทำลายทุกสิ่งที่คุณน็อตสร้างมา
เพราะอะไรผลที่ได้รับจึงกว้างขวางขนาดนี้ เพราะถ้าเทียบกับคนทั่วไปแล้ว ในกรณีที่เกิดขึ้นทั้งเร็วๆนี้และก่อนหน้านี้ ไม่มีใครได้รับผลถึงขั้นการงานย่อยยับ ที่น่าขันก็คือแม้คนที่มีภาพร่วมกับคุณน็อตก็พลอยถูกด่าไปด้วย
ผมไม่พูดไปถึงว่าการไม่ยอมรับผิดแต่โดยดี การแจ้งความกลับ รวมทั้งคำพูดของทนายคุณน็อตที่ไปกระพือโหมให้เรื่องร้อนแรงขึ้นล่ะ มันก็รวมๆอยู่ในเหตุที่ทำให้กระตุ้นกระแสขึ้นมาอยู่แล้ว
คืออันที่จริงคุณน็อตก็ประพฤติผิดพลาด และมีปฏิกิริยาตอบโต้แบบชาวบ้านธรรมดา คือมีทนายช่วย ต้องการป้องกันมิให้รูปคดีแย่ลง แบบชาวบ้นๆทั่วๆไป
ผิดตรงที่ว่าแกไม่ใช่ชาวบ้าน ชาวบ้านไม่นับว่าแกเป็นชาวบ้านกับเขาด้วย อีกทั้งความคิดร่วมที่เกืดขึ้นกับคนหมู่มาก คือ นี่น่ะหรือคนดี นี่น่ะหรือดารา นี่น่ะหรือคนที่สมควรได้รับความสำเร็จ นี่น่ะหรือ...
พอคิดอย่างนี้แล้วก็เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งในขณะที่นิ้วมือกดบนแป้นพิมพ์ นั่นคือความเกลียดชัง
คนจำนวนมากพากันออกมาให้ความเห็น แชร์ข้อความ มีทั้งคนดังและคนไม่ดัง ไม่ว่าจะมาในนามแห่งความดีงาม ความเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรม ความเห็นอกเห็นใจฝ่ายที่ถูกกระทำ แต่ที่มันปกปิดซ่อนเร้นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะใช้คำพูดในรูปแบบหยาบคาย แดกดัน เหลืออด จนถึงอย่างสุภาพ นั่นคือ ความเกลียดชัง
คงไม่ใช่ทุกข้อความที่มีความเกลียดชัง บางคนอาจมีเจตนาที่อยากจะเห็นความยุติธรรมอันบริสุทธิ์ แต่คนจำนวนมากกว่ามากนั้นคือต้องการแสดงความเกลียดชัง
สิ่งที่คุณน็อตทำไปอาจดูรุนแรง แต่อยู่ในขอบเขตของการลุแก่โทสะ ที่คนทั่วไปทุกๆคนก็เคยเป็นมาแล้วในบางเรื่องบางโอกาส แต่ทำไมคุณถึงให้ระดับความต้องการลงโทษรุนแรงราวกับชายคนนี้ปล้นฆ่าข่มขีนคน บางคนประณามถึงขั้นไม่อยากอยู่ร่วมสังคม
นักโทษในคดีต่างๆ ที่ไม่ใช่การฆ่า การข่มขืน การกระทำทารุณต่อเด็ก นักโทษสถานเบาพวกนี้คุณยังอาจเคยบอกว่าสังคมต้องให้โอกาสเขา ให้ที่ยืนในสังคม เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ เพราะอะไรครับ เพราะคุณให้ความเห็นผ่านมาตรวัดความดีของคุณ ที่บอกว่าคนดีนี่ต้องให้โอกาสคนอื่น
แต่พอถึงคราวคุณน็อตที่ความผิดที่ทำไปยังไม่เท่าเทียมคนเหล่านั้นเลย ทำไมคุณถึงรู้สึกกระเหี้ยนกระหือรือ รอไม่ได้ ทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้เขารับโทษตามมาตราฐานที่ถูกกำหนดไว้ แต่คุณต้องส่งข้อความไล่ล่าด้วยเจตนาที่จะทำให้เขาไม่มีที่ยืนในพื้นที่ของเขานั้นมันคืออะไร ก็มิใช่มาตรวัดความดีที่คุณกำหนดหรอกหรือ
ผมวิสาสะแบ่งความเกลียดชังนี้เป็นสองแบบ
แบบที่หนึ่งคือ คนจำนวนมากเกลียดคุณน็อตในฐานะที่รู้สึกร่วมในฐานะฝ่ายถูกกระทำ มีจินตภาพว่าคุณนอตเห็นตัวเองเป็นดาราทำอะไรไม่ผิด เป็นอภิสิทธิ์ชน เป็นแค่ดาราค่อนข้างมีชื่อเสียงยังกร่างขนาดนี้ ต่อไปจะขนาดไหน เป็นความรู้สึกร่วมที่สร้างจินตภาพขึ้นเอง ทั้งๆที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ความรู้สึกนี้ไม่ต้องการเห็นชายคนนี้ได้ดิบได้ดีอีกต่อไป มีคำเรียกง่ายๆต่อความเกลียดชังนี้ คือ ความริษยา
เป็นไปได้อยู่ว่า บางคนอาจจะมองว่าความเกลียดชังนี้เป็นการเกลียดชังความชั่วร้าย หรือเข้าลักษณะการไม่ร่วมวง หรือร่วมกิจกรรม หรือถึงขั้นขับไล่ไสส่ง นั่นก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากเจือด้วยคำในใจว่าสถานะที่คุณน็อตเคยเป็นเคยมีนั้นไม่ใช่สิ่งที่สมควรได้เป็นได้มีได้รับเมื่อเปรียบกับพฤติกรรม ขอตั้งไว้ว่าหากคุณไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับการตัดสินในด้านสถานะและการงานแล้วนั้นยิ่งชัดเจนว่า ในขณะที่คุณแสดงความเห็นนี้ออกมาไม่ว่าวาจาหรือทางใจ คุณได้ทำการเปรียบเทียบสถานะนั้นๆกับสถานะที่คุณเป็นอยู่โดยธรรมชาติ (การประเมินควรหรือไม่ควรของคนเรามีที่มาจากมุมมองของตัวเอง) ดังนั้นการเปรียบเทียบนี้จึงเรียกความรู้สึกด้อยกว่าออกมาอยู่แล้ว ทั้งนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกันในด้านรายได้แต่อย่างใด แต่เกี่ยวกับมุมมองที่มีตอสถานะนั้นโดยตรง เช่นคุณอาจมีรายได้มากกว่าคุณน็อตสิบเท่าตัว แต่คุณมองสถานะของคุณน็อตสูงกว่าในแง่ทางสังคม การดึงดูดใจสตรีหรือแฟนคลับ ทำให้เกิดการประเมินคุณค่าหรือสถานะฉับพลัน เมื่อเราประเมินตำแหน่งของเราในเชิงด้อยกว่า เมื่อนั้นคือความโกรธที่มีชื่อเรียกว่า อิจฉาหรือริษยา
แบบที่สองคือ คนจำนวนหนึ่งอาจจะน้อยกว่าหรือพอๆกัน เกลียดคุณน็อตในฐานะที่ทำให้ความดีของตัวเองแปดเปื้อน ความเจ็บป่วยของสังคมในด้านหนึ่งคือการเหมารวมและยกย่องสรรเสริญพวกเหล่าจนเกินจริง ไม่ว่าจะเป็นการเหมารวมในฐานะสายอาชีพ หรือการเหมารวมในฐานะของชนชั้น ลักษณะที่เห็นได้อย่างเด่นชัด คือในกลุ่มคนร่วมสายอาชีพที่ออกมาให้ความเห็นจำนวนหนึ่ง ที่มีจุดร่วมเดียวกันคือเรื่อง ความประพฤติอันไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในกลุ่มในก้อนเดียวกัน หรือมักใช้คำว่า ทำให้วงการแปดเปื้อน หรือทำให้วงการเสื่อมเสีย ในการสื่อสารนี้คือกลุ่มที่มองว่าตัวเองมีความเหนือกว่า และมีความกลัวหรือความกังวลซ่อนอยู่ภายใต้เกี่ยวกับการกระทำที่ขาดความยับยั้งชั่งใจของคุณน็อตจะทำให้สถานะของตัวเองตกต่ำลง ที่ยิ่งกว่าพวกกลุ่มก้อนหรือวงการเดียวกัน คือกลุ่มที่นับตัวเองเป็นชนชั้นเดียวกัน หรือพวกหมู่เดียวกันแม้ว่าจะไม่อยู่ในสายอาชีพเดียวกันเลย  ซึ่งมีความซับซ้อนมาก เพราะเขาเหล่านี้หาทางโยงตัวเองเข้ากับคุณน็อตไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นกลุ่มชนชั้นกลางหรือกลุ่มคนมีรถประเภทเดียวกันหรือโมเดลเดียวกัน ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือกลุ่มที่วางตำแหน่งตัวเองไว้เป็นคนดี เมื่อตราคนดีของคุณน็อตแปดเปื้อน(มีการริบคืนรางวัลต่างๆที่มอบให้ในฐานะคนดีตัวอย่าง) ความหวาดหวั่นว่าตราคนดีหรือยี่ห้อคนดีประจำตนจะถูกลดค่าลงไป จนถึงกับไล่ล่าเพื่อขับไล่คุณน็อตให้ออกไปจากพื้นที่ของตัวเอง เพื่อประกันสถานะที่สูงส่งของตัวเองเไว้
ที่ผมเรียกสิ่งนี้ว่าความเจ็บป่วยของสังคมหรือกลุ่มก้อน เพราะว่า ความรู้สึกเหล่านี้ประกอบด้วยการคิดเอาเองล้วนๆ การผูกโยงตัวเองเข้ากับคุณน็อตแล้วให้ความหมายการอยู่ในกลุ่มเดียวกันอย่างพิศดารเหล่านี้ล้วนจัดทำขึ้นภายในสมองและความคิดของตน มิได้อยู่บนพื้นฐานที่แท้จริง และไม่ได้ประกอบบนมาตราฐานชุดใดทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างในด้านคนดี สมมตินายเอเป็น"คนดี"คนหนึ่ง ความผิดพลาดของคุณน็อต กับสถานะของนายเอ ที่มีชื่อเสียงพอประมาณและไม่ได้เป็นดารานักแสดง ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีวันใดเวลาใด แม้แต่ตอนเกิดเรื่องจะมีการผูกโยงนายเอเข้าคุณน็อต ไม่มีมนุษย์คนใดที่แวบแรกในการเห็นพฤติกรรมของคุณน็อต ณ วันนั้น แล้วจะคิดว่าคุณค่าความดีของนายเอ ซึ่งเพิ่งจะบริจาคสิ่งของช่วยน้ำท่วมหรือทำบุญด้วยการสถานะจะค้องถูกประเมินใหม่เพราะเหตุนี้ นี่จึงเป็นจินตภาพล้วนๆที่หลังจากรับสารแล้วเริ่มประมวลและประเมิน จากนั้นจึงตัดสินใจว่า คนเช่นนี้ไม่สมควรอยู่ ไม่สมควรมี ไม่สมควรได้ ในระดับเดียวกันกับที่ฉันมี ฉันได้ ฉันเป็น เพราะระดับที่ฉันมีและเป็นอยู่มีคุณค่ามากกว่า และไม่ควรต้องเสียคุณค่าไปเพราะชายคนนี้ ผู้คนไม่ควรเห็นคุณค่าที่ฉันคิดว่าฉันได้รับมาเป็นอย่างเดียวกัน
ความกลัวนี้เป็นจินตภาพที่ลวงตาลวงใจเรา
สิ่งเหล่านี้เป็นพิษ สามารถรู้ได้หลังจากได้แสดงวาจาหรือถ้อยคำผ่านตัวหนังสือไปแล้วรู้สึกฮีกเหืม เห็นสมควรตามนั้น และจะยังรู้สึกอย่างนั้น จนกระทั่งวาจาหรือข้อความนั้นได้บรรลุผล  แต่หลังจากนั้นวาจาได้ผ่านไปถึงมือผู้รับสาร หรือได้กดส่งข้อความนั้นสู่สาธารณะ ริ้วของความรู้สึกแปลกๆที่คล้ายๆกับต้องยืนยันกับตัวเองซ้ำๆ ว่าสิ่งที่ทำนั้นสมควรดีแล้ว
สุดท้ายก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีได้จริงๆ เป็นแค่การยืนยันตัวเองในยามค่ำคืนที่ไมาอาจสงบใจลงได้ คุณสามารถจับจุดสังเกตได้เมื่อคุณ"ต้อง"เล่าให้เพื่อนของคุณหรือใครสักคนหนึ่งที่คุณคาดหวังว่าเขาจะยืนข้างคุณ แล้วที่ร้ายแรงมากที่สุดคือ คุณต้องพยายามปรับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในเรื่องเล่านั้นเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับการยืนยันว่าสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้องจริงๆ
หากว่ามันเกิดขึ้นแล้วในค่ำคืนนี้ หากว่าคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งได้เคยประณามคุณน็อตด้วยความเกลียดชัง ถ้าคุณนึกถึงมันขึ้นมาแล้วความรู้สึกไม่สงบกลับมารบกวนคุณ จงรับรู้ในความจริงนั้น คุณไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลเพื่อกลบปิดมัน แค่มองมันอย่างเป็นกลาง เสพรับรสของความเป็นมนุษย์ที่ฝากรอยริ้วของความกราดเกรี้ยวไว้ และย้ำเตือนตัวเองว่าจะไม่ก้าวมายังจุดนี้อีกแล้ว
ความโกรธนั้นทำลายหลายสิ่ง แต่ความเกลียดนั้นทำลายสิ่งที่เหลืออยู่

Tuesday, January 31, 2017

ความเศร้า เมื่อมันมาเยือน

คิดว่าความเศร้ามันมาเยือนทุกคนที่หยิบหัวข้อนี้ขึ้นมาอ่าน ทั้งที่เคยมีและกำลังมีมันอยู่
เรื่องราวของความเศร้านั้นมีอย่างซับซ้อนหลากหลาย
ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป
คนจำนวนมากและทั้งหมดในโลกมีความเศร้ามาเยือนเมื่อสูญเสียคนที่รัก มีคนจำนวนมากที่เศร้าเพราะสูญเสียสถานะบางอย่าง ยังมีสถานการณ์อื่นที่ทำให้เราเศร้าได้อีกนอกการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักไป เช่น การที่บุคคลอันเป็นที่รักของเพื่อนจากไป เรารับรู้ความเศร้านั้นและเดินทางไปบนถนนแห่งความเศร้านั้นไปกับเขาด้วย
อีกสถานการณ์คือ เมื่อเราได้ยินข่าวร้ายหรือโศกนาฎกรรมรุนแรงในสื่อต่างๆ ความเศร้าก็มาเยือนเราได้เช่นกัน
ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะบรรเทาความเศร้าได้ดีไปกว่าการนั่งลงเงียบแล้ววิเคราะห์วิจัยมัน
ความเศร้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือการที่ผู้คนตายจากไป ผมเคยสูญเสียคนอันเป็นที่รักในเหตุนี้ไปมากกว่าสามคน ทุกคนผมรักหมดแต่ความเศร้าไม่เท่ากัน คนที่ผมเศร้ามากที่สุด คือเพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลาย ให้ผมเล่ารายละเอียดสักนิด เขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์แล้วล้ม ในขณะที่ล้มก็สลบไปใบหน้าจมแอ่งน้ำตื้นๆแอ่งหนึ่ง จากไปในลักษณะนั้น คิดขึ้นมาครั้งใดผมยังอดนึกถึงแอ่งน้ำนั้นไม่ได้ ถ้าหากไม่มีแอ่งน้ำนั้นทุกวันนี้ผมอาจยังมีเขาเป็นเพื่อนสนทนาอยู่
อีกคนคือคุณตาของผม ที่เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวในตอนที่ชราแล้ว อีกคนเป็นเพื่อนมัธยมที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเช่นกัน
ความเศร้าที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ความรุนแรงนั้นไม่เท่ากัน เพื่อนคนแรกกับเพื่อนคนที่สอง ผมสนิทสนมกับเพื่อนคนแรกมากกว่า ความเศร้าเสียใจนั้นอยู่กับผมเป็นแรมเดือน และวนเวียนไม่ห่าง ในขณะที่กับเพื่อนคนที่สองผมรู้สึกเศร้ามาก แต่ไม่ยาวนาน ผ่านพ้นเพียงวันผมก็สามารถคิดถึงเริ่องอื่นๆได้ และรู้สึกเศร้าอีกครั้งเมื่อไปร่วมงานศพ
ดังนั้นความเศร้ามีระดับที่มาจากระดับของความใกล้ชิด บางครั้งเราได้ยินว่าคนในแผนกถัดไปเสียชีวิต แต่เราไม่เคยคุยกับเขาเลย เราอาจตกใจนิดหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าคุณไม่ได้เศร้า แม้ว่าระยะห่างของบุคคลนั้นกับคุณแค่ไม่กี่สิบเมตร
ระหว่างเพื่อนคนแรกกับคุณตา ผมทราบอยู่แล้วว่าคุณตาผ่าตัดสองครั้งแล้ว และอยู่ที่จังหวัดห่างออกไปซึ่งในภาระในปัจจุบันขณะของผมนั้นไม่สะดวกที่จะไปหา ในขณะที่เพื่อนของผมคนแรกนั้นเราเพิ่งจะคุยกันไม่นานและมีแผนที่จะพบกันในช่วงที่มหาวิทยาลัยปิดการเรียนการสอน
ดังนั้นความเศร้ายังขึ้นกับความคาดหวัง หรือการคาดการณ์ด้วยการประเมินตามความเคยชิน เราเคยชินว่าเราจะได้เห็นคนคนนี้ทุกวัน เราเคยชินว่าจะได้คุยกัน เคยชินว่ามีคนรัก เคยชินว่ารักใคร เมื่อความสูญเสียมาถึงเราตั้งรับมันไม่ทัน ยิ่งไม่คาดฝันเท่าใด ยิ่งมีความเศร้ามากเท่านั้น
ย้อนกลับมาที่เพื่อนคนแรกกับเพื่อนคนที่สองอีกครั้ง ความแตกต่างยังรวมไปถึงสิ่งที่ได่ทำต่อกัน ความคาดหวังที่จะได้ทำเรื่องราวต่างๆด้วยกัน เพื่อนคนที่สองนั้นผมจำได้ว่าเราไม่มีสิ่งที่นัดกันหรือจะไปทำอะไรด้วยกัน แม้ว่ารักเพื่อนแต่เราไม่มีจุดหมายที่เชื่อมโยงกัน กับเพื่อนคนแรกนั้นเราวางแผนอนาคตกันไว้ว่าใครอยากจะทำอะไรแล้วมันจะส่งเสริมเชื่อมโยงกันอย่างไร
ดังนั้น ความเศร้ามากเท่าใด ขึ้นอยู่กับการตั้งความหวังที่เกี่ยวข้องกับคนคนนั้นมากเท่านั้น
มันไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ด้วย สมมติว่า คุณมีลูก คุณมีความปรารถนาจะเห็นเขาประสบความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งหากประเมินจากปัจจุบันความเป็นไปได้นั่นอาจจะต่ำมาก แต่ว่าสมมติว่าสูญเสียลูกไป ทุกครั้งที่มีสิ่งเชื่อมโยงกับความคาดหวังนั้นคุณจะรู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที
ความเศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับรู้ความโศกเศร้าของผู้อื่น  เราสามารถเศร้าได้เมื่อเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสถานการณ์ของคนอื่น ผมเคยร้องไห้เมื่อเห็นเด็กชายชาวซีเรียนั่งอยู่บนรถยีเอ็มซีในข่าว ซึ่งบอกว่า เด็กคนนี้สูญเสียพ่อแม่มาจากการทิ้งระเบิดทางอากาศแล้วครั้งหนึ่ง แล้วยังพลัดหลงกับพี่สาวที่เป็นญาติเพียงคนเดียว ซึ่งไม่รู้เลยว่าจะตามหากันเจอได้อย่างไร ผมยังจำแววตาที่เศร้าหมองของเด็กชายอายุ เจ็ดแปดขวบ คนนี้ได้
ในขณะเดียวกันข่าวการประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนน้อยครั่งมากที่จะทำให้รู้สึกเศร้า
ดังนั้นความเศร้าเกิดได้เมื่อมีบางอย่างที่มันกระทบกับจิตใจโดยตรง คนจำนวนมากมีความอ่อนไหวกับโศกนาฏกรรมของเด็กน้อย แต่มีเกิดขึ้นน้อยกว่ากับผู้ใหญ่ที่เราไม่รู้จัก เด็กมากๆหรือยังไม่เกิดไม่คลอดบางครั้งยังไม่กระทบกับจิตใจมากเท่ากับเด็กอายุราวๆ สองสามขวบ จนถึงแปดขวบเก้าขวบ มีบางอย่างที่กระทำกับใจเราโดยตรง
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ติดตามมาพร้อมกับความเศร้าและมันใกล้เคียงกันมาก บางครั้งอาจจะแทบไม่รู้ตัว บางครั้งอาจจะแสดงออกออกมาชัดเจน ขึ้นกับเรื่องราวและความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณทำหรือไม่ได้ทำ นั่นคือความโกรธ
ความโกรธมักจะมาร่วมกับการสูญเสียเสมอ ผู้คนเพื่อนบ้านโกรธเกรี้ยวต่อฆาตกรที่พรากชีวิตคนรู้จักไป  ภรรยาโกรธคนเมาที่ขับรถชนดับชีวิตสามี ญาติๆโกรธหมอที่ช่วยชีวิตคนไข้ไม่ทันหรือวินิจฉัยผิดพลาด
สิ่งเหล่านี้วนเวียนอยู่เสมอ เป็นรูปแบบของการให้อภัยต่อสิ่งที่มีปัจจัยหรือเป็นผลกระทบที่ทำให้เกิดการสูญเสีย มีคนที่สามารถโกรธสิ่งของได้เพราะเป็นสาเหตุของการสูญเสีย สามารถทุบรถ หรือโยนสิ่งที่สร้างปัญหาทิ้ง เหตุเพราะคิดว่าสิ่งใดๆที่เกิดขึ้นมีเหตุมาจากสิ่งนั้น จนสุดท้ายแล้วจะมีกลุ่มที่เคลื่อนย้ายความโกรธรอบข้าง หันมาย้อนพุ่งเข้าใส่ตัวเอง มันเป็นรถคันนั้นที่เบรคแตกแท้ๆ แต่เราอาจจะป้องกันความสูญเสียนี้ได้ถ้าเราเอารถเข้าศูนย์เสียก่อนหน้านี้ มันเป็นเรือล่มที่พานักศึกษาจมน้ำ แต่ผู้เป็นพ่อคิดว่าตัวเองไม่น่าอนุญาตให้ลูกไปกับที่คณะเพราะปกติไม่เคยปล่อยให้ไปไหนแต่ครั้งนี้ให้เดินทางเป็นครั้งแรกก็มาเกิดเรื่องขึ้น
บทสนทนาเหล่านี้ที่มีกับตัวเองวนเวียนอยู่กับการกล่าวโทษในสิ่งที่ทำหรือไม่ได้ทำที่อาจจะป้องกันความสูญเสียได้ที่โยงเข้ากับตัวเองโดยตรง
แต่ถ้าการพูดกับตัวเองเปลี่ยนแปลงระดับเล็กน้อยจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการลูญเสียโดยตรง ไปยังสิ่งที่คาดว่าจะทำ หรือปรารถนาว่าจะได้ทำ ทันทีทันใดระดับของอารมณ์จะถูกปรับเป็นความเศร้า
พระพุทธองค์มิได้แบ่งความเศร้าไว้กับความเศร้า แต่จัดกลุ่มความเศร้าไว้กับความโกรธ เหตุเพราะว่ามันเป็นเพียงระดับของความโกรธที่แตกต่างกัน ผมคิดว่าตัวอย่างข้างต้นพอจะทำให้คุณเข้าใจได้ว่า เวลาที่คุณเศร้าคุณได้เปลี่ยนแปลงระดับของการ "ไม่ให้อภัย" ถ้าคุณไม่ให้อภัยสิ่งรอบข้างในระดับที่สูงมาก คุณก็กำลังโกรธสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ถ้าคุณกำลังไม่ให้อภัยตัวเองที่สร้างความสูญเสียขึ้นในระดับที่สูง คุณก็กำลังโกรธตัวเอง แต่ถ้าคุณกำลังกล่าวโทษตัวเอง ซึ่งก็คือการไม่ให้อภัยตัวเดียวกัน ว่าคุณ น่าจะได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้กับสิ่งที่คุณสูญเสียไป คุณก็กำลังเศร้านั่นเอง
หรือว่าคุณอาจจะมีความเศร้าได้ในอีกรูปแบบที่ดูเหมือนว่าไม่เกี่ยวข้องกับการไม่ให้อภัย คือตัวอย่างที่ผมยกไว้ข้างต้นเกี่ยวกับเด็กชายชาวซีเรียที่ทำให้ผมนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ซึ่งถ้าเราค้นลึกลงไปในความรู้สึกนััน ผมรับรู้เกี่ยวกับการเชื่อมโยงว่าถ้าเป็นเราคงจะรู้สึกว้าเหว่มากๆเลย ผมรู้สึกถึงความอยุติธรรมที่ตัวผมในเด็กคนนั้นได้รับ ผมกรีดร้องคำว่าทำไมอยู่ในใจเพราะผมรู้สึกว่าผมเข้าใจความทุกข์ของเขา ผมร้องไห้เพราะในขณะเดียวกันเชื่อมโยงกับลูกชายรุ่นราวคราวเดียวกันกับเด็กชาวซีเรียคนนั้นว่าถ้าเหตุการณ์นี้มันเป็นลูกของผมล่ะเขาจะเศร้าแค่ไหน ในเวลาชั่วขณะการเชื่อมโยงเหล่านี้เข้่ามากระทบตัวเราทำให้เราโกรธเคืองคนที่ผมไม่รู้จักที่สร้างความสงครามอันชั่วร้ายนี้ขึ้น ผมโกรธกระทั่งตัวเองที่หยุดมันไม่ได้ สุดท้ายแล้วผมก็เศร้าให้กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ความอ่อนไหวต่อสิ่งเหล่านี้มิใช่ว่าจะไม่ดีทั้งหมด บางคนบางกลุ่มใช้ความเศร้าต่อโศกนาฏกรรมเหล่านี้ผลักดันให้เกิดสิ่งต่างๆที่ดีขึ้น พวกเขาอาจจจะเรี่ยไรเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านี้ แต่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดกับเราทุกคน ไม่ใช่กับผมในวันนั้นเป็นอย่างน้อย ดังนั้นนอกจากรู้สึกดีที่คุณมีความเป็นมนุษย์ที่เห็นใจเพื่อนมนุษย์แล้ว ร่องรอยของความเศร้าเหล่านั้นจะไม่ช่วยอะไรเลย ไม่แม้กับเราและไม่แม้กับคนที่เป็นเหยื่อสงคราม
อาจดูไม่น่าฟังนัก แต่ถ้าเราไม่สามารถแปรความเศร้าความเห็นอกเห็นใจเป็นกำลังขับดันในบางกรณีแล้ว อย่างเช่น ฮิลลารี คลินตัน ที่แปรความเศร้าความเห็นอกเห็นใจในสวัสดิการของรัฐที่มีผู้เสียชีวิตโดยไม่จำเป็นไปเป็นล้านคน เป็นการผลักดันกฎหมาย โอบามาแคร์ ที่ครอบคลุมสวัสดิการให้กับผู้ด้อยการประกันตนมากขึั้น ถ้าเราไม่ใช่แบบนั้นผมว่าความเเศร้าเพียงจะสร้างร่องรอยหลุมของมันในใจเราและทำให้เราตกร่องความเศร้านั้นครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมิได้สร้างสิ่งใดให้ดีขึ้นมาได้ ผมจึงตั้งใจว่า ถ้ามีโอกาสใดที่ผมจะช่วยเหลือได้ผมจะให้ความช่วยเหลือตามกำลังแล้วทิ้งความเศร้าหมองนั้นไป
เราไม่สามารถทำสองสิ่งนีั้ในเวลาเดียวกัน คือมีความเศร้าไปด้วยแล้วสร้างเรื่องดีๆไปด้วยได้ เราไม่สามารถเศร้าไปด้วยทำงานให้ดีไปด้วย เราไม่สามารถเศร้าไปด้วยขับรถอย่างตั้งใจไปด้วยได้
เราอาจสร้างผลกระทบซ้ำได้ๆถ้าเราไม่เลิกที่จะไม่ให้อภัยตัวเราเองหรือ ถ้าเราไม่หยุดความคิดเกี่ยวกับ ไม่น่าทำอย่างนั้นเลย ในที่สุดคุณอาจจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปอีกแล้วก็ต้องใช้คำว่า ไม่น่าทำลงไปอย่างนั้นเลย ซ้ำแล้วซ้ำอีกวนเวียนกันไป
บางครั้งคุณใช้ความเศร้าทำให้คุณรู้สึกดี มันเป็นเรื่องประหลาดที่ความเศร้าทำให้คุณรู้สึกดีได้ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีแต่อย่างใด ถ้าหากคุณสูญเสียคนรักไปและคุณก็ประคองกอดความทรงจำเกี่ยวกับความเศร้านั้นเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เช่นคุณอาจจะกลับไปที่ที่คนรักกับคุณสัญญาว่าจะไปทุกปี แล้วร้องไห้คนเดียวอย่างขมขื่น นั่นเป็นเพราะคุณกำลังเศร้า แต่ว่ามันกับทำให้คุณรู้สึกดีอย่างประหลาด เพราะว่าคุณได้ทำตามบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายคลึงกับการมีสัตยาบันในตนเอง ว่าคุณจะต้องคิดถึงและเศร้าเกี่ยวกับคนรักของคุณทุกปีๆ หรือทุกๆวัน เพราะมันทำให้คุณรู้สึกถูกและดีที่ได้เศร้า มันทำให้คุณมีเครื่องหมายของรักแท้และแน่นอนคุณมีความถูกต้องเต็มเปี่ยมในการมีรักแท้ ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณกำลังได้เสพติดมัน เพราะมันทำให้คุณเป็นฝ่ายถูกในเรื่องที่คุณกำหนดเอง จุดสังเกตนี้ไม่ยากนัก ถ้าคุณตกอยู่ในกับดักของความเศร้านี้ เวลาคุณเห็นใครมีรักครั้งใหม่คุณจะมีเสียงแว่วสนทนากับตัวเองว่าคนผู้นั้นช่างน่ารังเกียจหามีรักแท้ไม่ ความเศร้าเสพติดนี้อาจจะปรับเป็นเรื่องอื่นๆได้เช่น เมื่อคุณสูญเสียบิดา แล้วในบรรดาพี่น้องคุณเป็นคนเดียวที่เศร้าอยู่ แล้วคุณรู้สึกขัดเคืองที่คนอื่นๆไม่รู้สึกเศร้าเสียใจแล้ว คุณก็กำลังเสพติดมันในฐานะผู้ถูกอยู่ในขณะนั้น
ถ้าคุณหลุดจากความเศร้านี้ได้จริง เรื่องราวแม้ว่าจะเหมือนเดิมแต่รายละเอียดของอารมณ์จะแตกต่างกันเล็กน้อย คุณอาจจะย้อนกลับไปที่เดิมที่คนรักของคุณและคุณไปทุกปี แต่คุณไปเพื่อยิ้มให้กับความทรงจำดีๆเหล่านั้น แต่เชื่อเถอะว่าหากคุณสามารถไปมีกิจกรรมอื่นๆได้แทนโดยไม่รู้สึกผิดอะไรเลยเพราะว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่า นั่นคือวันที่สามารถพูดได้เต็มปากว่ากับดักความเศร้านี้ไม่สามารถทำอะไรคุณได้ และความทรงจำดีๆทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณสูญเสียไปได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังเพื่อใช้ชีวิตในวันข้างหน้าให้ดีขึ้น และสำคัญที่สุดคือสามารถที่จะรองรับความเศร้าครั้งใหม่ๆได้ดีขึ้น
ความเศร้าเป็นสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้า เราไม่มีวันหลีกหนีมันได้ ตราบเท่าที่เรามีสิ่งที่รัก ตราบเท่าที่คุณยังเป็นปถุชนคนธรรมดา มันจะอยู่ตรงหน้านั้นรอวันเราเดินไปถึง ณ จุดนั้น และที่นั่นถ้าคุณเตรียมตัวมาดีพอ คุณจะรับมือมันอย่างเท่าทัน มันไม่เป็นไรหรอกที่เราจะหล่นเข้าไปในหลุมแห่งความเศร้าตราบเท่าที่คุณรู้อยู่ตลอดเวลาว่าคุณจะออกจากมันมาได้อย่างไร และคุณจะเปลี่ยนมันเป็นพลังได้อย่างไร
ขอความศร้าจงมาสู่คุณและจากไปโดยที่คุณเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตในวันไหม่